แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เที่ยวเอง แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ เที่ยวเอง แสดงบทความทั้งหมด

วันพุธที่ 20 มีนาคม พ.ศ. 2562

[รีวิวเที่ยว] ตอน 2 : Leknes สู่ Å วิวเงินล้านตลอดเส้นทาง | เที่ยวนอร์เวย์ | เที่ยวยุโรป

 หลังจาก ตอน 1 เที่ยววันแรกช่วง Polar night ใน Lofoten เสร็จ เช้าอีกวันก็เตรียมตัวไปเที่ยวฝั่งหมู่บ้าน Å บ้าง เพราะฝั่งนั้นมีแลนด์มาร์คอย่างวิวภูเขาเมือง Reine และ Hamnøy ที่ช่างภาพชอบไปถ่ายกัน

ในวันนั้นอากาศเย็นมากท้องฟ้ามีเมฆเยอะ และออกเวลา 9 โมงเช้า แต่ฟ้ามืดทึบเราก็ค่อยๆ ขับรถไป ฟ้าเริ่มสว่างขึ้น จนถึงวิวหนึ่งที่เห็นแล้วอยากลงไปถ่ายรูป เพราะเป็นวิวภูเขาใหญ่ที่มีลำน้ำตัดผ่าน เราเลยจอดรถกันตรงที่จอดรถแล้วเดินออกไปถ่ายรูป โดยที่ไม่ได้นึกว่าตรงนั้นฝั่งนึงเป็นทางเขาและอีกฝั่งเป็นทะเล ลมจะแรงเป็นพิเศษ เหมือนลมดูด บอกเลยว่าลมแรงจนตัวปลิวได้เลย ตอนลมเงียบๆ มันไม่มีอะไร แต่ตอนลมมานี่เกาะราวให้แน่นเลย





อากาศที่นี่แปรปรวนมาก ลมแรงจะพัดรถแล้วรู้สึกเลยทีเดียว เราเลยรีบถ่ายรูปแล้วเดินทางต่อจนถึง Å ฟ้าก็สว่างพอดี แถวหมู่บ้านจะมีร้านค้าและโรงแรมอยู่เยอะ ดูเป็นแหล่งท่องเที่ยวมากกว่าที่พักของเรามันจะดูเป็นที่อาศัยมากกว่า

เราไปถึงประมาณ 10 โมง คนแทบจะไม่มีเลย เพราะฟ้ากำลังสว่าง มีฝรั่งเดินไปบนถนนที่ลมแรงๆ เพื่อถ่ายรูปอยู่ 1 คน แต่สักพักก็มีกลุ่มทัวร์ออกมาเที่ยวกันบ้าง แต่ด้วยลมแรงและความหนาว คนส่วนใหญ่เลยอยู่ในที่พักและรอให้อากาศดีขึ้นถึงจะออกมาเที่ยวกัน

เมืองไม่ใหญ่เลย เดินเล่นแป๊บเดียวก็หมดแล้ว แต่วิวสวย บรรกาศดีถ้าฟ้าโปร่ง
จริงๆ แล้วอยากมากินขนมปังเจ้าเก่าที่นี่ แต่ลืมดูเวลาเปิด-ปิดร้าน เลยดูกิน เพราะเขาปิดยาวทั้งฤดูหนาวเลย กว่าจะเปิดก็พฤษภาได้ นานมาก ไม่รู้ระหว่างนั้นทำอะไร😂





บ้านที่เป็นสีแดงๆ ตามริมทะเลเรียกว่า Rorbuer เป็นบ้านของชาวประมงแบบดั้งเดิม แต่เดี๋ยวนี้เขาขายบ้านเอาไปทำเป็นโรงแรม รีสอร์ทของนักท่องเที่ยว แล้วไปอยู่ที่อื่นกัน

เดินเล่นอยู่ครึ่งชั่วโมงก็ทนความหนาวไม่ไหว รีบถ่ายรูปแล้วขับรถย้อนกลับไปทางเดิม เพราะตรงนี้เป็นไฮไลต์แล้ว สุดทางแล้วก็ต้องกลับไปเก็บรูปของทางขามาที่ยังไม่ได้ถ่ายเพราะฟ้ามืดอยู่


ภาพเมือง Å 

เราขับรถมาจนถึงจุดชมวิวที่ใครมาโลโฟเทนต้องมาที่นี่แน่นอนคือ Reine 
ตอนที่ไปหิมะยังไม่ตก พื้นกับยอดเขาเลยไม่ขาว ดูขาดๆ ไปหน่อย แต่ถือว่าได้มาแล้ว ตอนลงมาถ่ายรูปคนไม่มีเลย พอเราถ่ายรูปแป๊บเดียว มากันเพียบเลย จองมุมถ่ายภาพกันให้ดีๆ😁


Reine

เมฆเยอะมาก ทำให้ดูไม่สดใสเลย คนที่มาถ่ายรูปเตรียมขาตั้งกล้องมาทุกคน ใครจะมาก็อย่าลืมใช้กันนะ ส่วนเราเอามาเหมือนกัน แต่ขาตั้งกล้องสู้ลมไม่ได้ ล้มหมด และเราก็หนาวเลยรีบถ่ายรีบขึ้นรถ ฮ่าๆ




ขับไปอีกนิดก็ถึง Hamnøy ก็แวะถ่ายอีกนิดนึงแล้วไปต่อ...
คือเห็นตรงไหนสวยหน้าถ่ายรูปก็จอดแล้วลงไปถ่ายเลย หรือหนาวก็เปิดกระจกรถแล้วถ่ายเลย สบายดี😆



ขับรถชมวิวแล้วถ่ายรูปไปเรื่อยๆ ตลอดถนน E10 จนฟ้ากำลังจะมืดอีกครั้ง และหิมะก็เริ่มตก แต่ตกใหม่ตอนแรกๆ ของที่นี่เจ็บมาก ตกมาดังลูกเห็บจิ๋ว มันมาเยอะและแรง ผิวแดงเลยแหละ ระวังด้วยนะคะ

ช่วงบ่าย 2 เราก็มาถึงที่พักแล้วนั่งกินมาม่าอย่างสบายใจเพราะอุ่นมาก😋 แนะนำพกมาม่ามาให้พอ มันฟินมากตอนกินไปดูวิวไป หลังจากนั้นเราก็พักผ่อนกัน เดินเล่นแถวบ้านพัก ทำอาหารกิน แล้วรอให้ฟ้าเปิดเพื่อล่าแสงเหนือ แต่หิมะตกหนักกว่าเดิมเลยคิดว่าหมดสิทธิ์หาแสงเหนือแล้วก็พักผ่อนแทน

เหลืออีก 1 วันในการตามหาแสงเหนือ อ่านได้ในตอน 3 นะคะ😊


*รูปทั้งหมดนี้ไม่ได้ปรับฟิลเตอร์อะไรเลย ฟ้าและอากาศเป็นแบบนี้จริงๆ*


อ่านเรื่องเล่า ดูอัลบัมเที่ยวที่
Instagram :  https://www.instagram.com/jeeffrie

Facebook :  https://www.facebook.com/paitiewnaigorpai

วันศุกร์ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2562

[รีวิวเที่ยว] ตอน 1 : เที่ยว Lofoten แม้พระอาทิตย์ไม่ขึ้น แต่สนุกไม่ลืม | เที่ยวนอร์เวย์ | เที่ยวยุโรป



หลังจากกลับมาจากทริปยุโรปล่าสุดช่วงปลายเดือนธันวาคม 2561 ก็คิดว่าประสบการณ์ที่ไปเที่ยวเกาะโลโฟเทน Lofoten ที่นอร์เวย์น่าจะเอามาเขียนเพื่อเป็นความรู้ให้ใครหลายๆ คนที่กำลังสนใจจะไปเที่ยวที่นี่พอสมควร และคนไทยก็ไปเที่ยวเยอะมาก

ทริปยุโรปของเราเริ่มจากมาลงที่นอร์เวย์(ออสโล-เบอร์เกน-โลโฟเทน) ตามด้วยสวีเดน(สต๊อกโอม) ฟินแลนด์(เฮลซิงกิ) เอสโตเนีย(ทาลลินน์)และตุรกี(อีสตันบูล) แต่เราขอเล่าที่เที่ยวในโลโฟเทนเน้นไปเลย เพราะที่อื่นเป็นเมืองหลวงและเมืองหลัก เที่ยวง่ายชิลๆ อยู่แล้ว

หลังจากที่เที่ยวในเมืองเบอร์เกนแล้ว เราก็นั่งเครื่องบินไปยังโลโฟเทนเลย เป็นวิธีที่แพงที่สุด แต่สบายที่สุด ถ้าจะให้ประหยัดก็นั่งรถไฟเก็บระยะทางไปเรื่อยๆ แวะนอนเมืองอื่นสัก 1-2 คืน แล้วนั่งเฟอรี่ข้ามไปโลโฟเทน ถ้านั่งรถไฟยาวน่าจะเซ็งมากๆ อันนี้แล้วแต่คนนะ เราเน้นประหยัดเวลาและสบายๆ😂

วิวบนเครื่องบินตอน 11 โมงเช้า

เครื่องบินใบพัดของสารการบิน Wideroe ตอนเที่ยง
ส่วนการเดินทางด้วยเครื่องบินเรานั่งสายการบิน Wideroe ไปลง Bodø (โบโด) และเปลี่ยนเครื่องไปนั่งเครื่องบินแบบใบพัด(ขนาดเล็ก) ที่นั่งแค่ 25 คนเอง (อย่างกับรถตู้นั่งไฟพัทยา) เพื่อไปลงที่สนามบิน Leknes (เล็กเนส) 1 ใน 2 สนามบินในโลโฟเทน อีกสนามบินชื่อ Svolvær (สโลแวร์)

วิวเมือง Reine
ที่เราเลือกมาลง Leknes เพราะว่าเราจะขับรถไปเที่ยวสุดเกาะฝั่งตะวันตก เป็นหมู่บ้าน Å (โอ) ฝั่งนั้นมีวิวที่ตากล้องเก่งๆ จะไปตามหารูปสวยๆ ถ่ายกัน อย่างวิวภูเขาใน Reine ที่คนชอบเที่ยวต้องเคยเห็นบ่อยๆ แล้วร้องอ๋อออออ😆

วันแรกหิมะยังไม่ตก แต่ฝนตกไปนิดๆ เราลงที่สนามบิน Leknes สนามบินเล็กมาก เดินลงจากเครื่องบินมา 50 เมตรก็ถึงสนามบิน ข้างในว่างๆ เงียบมาก บางทีเล็กกว่าบ้านบางคนอีก ฮ่าๆ เดินไปนิดนึงมีเค้าท์เตอร์รับรถอยู่ประมาณ 3 บริษัท เราเช่า Europecar เพราะราคาถูกสุดสำหรับรับรถที่สนามบิน 


[[ เกาะโลโฟเทนแนะนำว่าต้องเดินทางด้วยรถยนต์เท่านั้น เพราะอากาศแปรปรวนมากโดยเฉพาะฤดูหนาว ไม่มีรถบัสด้วย และในฤดูที่มีรถบัสวิ่งตารางรถก็ไม่เยอะมากเท่าไหร่ ]]


เจอพนักงานแล้วยื่นใบจองให้ดู เขาก็อธิบายการใช้รถ Hybrid แล้วก็ชี้ว่ารถจอดอยู่ฝั่งโน้น ถ้าจะมาส่งรถ ให้ทิ้งกุญแจรถไว้ในตู้ข้างๆ ผนังได้เลย พูดจบปุ๊บ พนักงานปิดเค้าท์เตอร์แล้วก็เดินจากไปอย่างรวดเร็ว😅


ไม้กันถนนสีแดงเตือนว่าเป็นขอบถนนและเป็นที่บอกทางตอนกลางคืน
ถนนในโลโฟเทนมีแค่ 2 เลนคือสวนกันไปมา ส่วนข้างทางเป็นไหล่ทาง อย่าเผลอจอดแวะ มันจะขึ้นมายากและรถจะมีรอยเอา เวลาขับเขาจะมีไม้สีแดงมีสะท้อนแสงไฟได้ตอนกลางคืนปักข้างขอบถนนทั้ง 2 ข้างเพื่อให้คนขับรู้ว่าอย่าขับตกไหล่ทางเพราะตอนกลางคืนมืดมากไม่มีเสาไฟ มีแต่ไฟรถเท่านั้น และหากมีรถคันใหญ่ขับผ่านมาหรือทางเป็นเลนเดียว ข้างทางบางจุดจะมีที่ว่างสำหรับจอดพักรถแล้วให้รถที่ไม่มีจุดพักรถได้ไปก่อน 


ที่พัก 3 คืนของเรา สงบและสบายมาก
สำหรับที่นอน เราพักใกล้ Haukland Beach ที่สุดห่างประมาณ 8 กิโล ซึ่งไม่ไกลจากสนามบิน Leknes ด้วยเป็นบ้านโมเดิร์นริมทะเล เจ้าของนิสัยดีมาก เงียบสงบสุดๆ ด้านหลังเป็นเขา Offersøykammen ปีนขึ้นเขาไปดูวิวได้ มีคนบอกว่าปีนไม่ยาก แต่ตอนเราไปหิมะตกก็ไม่น่าปีนเท่าไหร่😂 


แวะถ่ายรูประหว่างทาง
และแล้วก็ถึงเวลาเที่ยว แน่นอนว่าเป็น Haukland Beach เพราะใกล้ที่สุด โดยระหว่างทางสวยตลอดทั้งเส้น ประมาณว่าเห็นจุดพักรถตรงไหนก็จอดถ่ายรูปๆ รถไม่เยอะเลย มาทีละคัน 2 คัน แวะมาเรื่อยจนถึงชาดหาด ก็เจอฝรั่งกลุ่มใหญ่กำลังเดินเล่นริมหาด และอีกกลุ่มน้อยกำลังลงมาจากเขา แต่ตอนนั้นเวลาบ่ายกว่าๆ ฟ้าเริ่มมืดแล้ว 

[[ จากที่เราบอกไปว่าเรามาเที่ยวช่วงใกล้ปีใหม่ คือ 28-31 ธ.ค. ช่วงนั้นเรียกว่าปรากฏการณ์ Polar Night ที่เริ่มตั้งแต่ต้นธันวาถึงต้นมกรา จะไม่มีพระอาทิตย์ขึ้นเลย แต่มีแสงจากดวงอาทิตย์เห็นจางๆ เห็นฟ้าตอน 5 โมงเย็นบ้านเรา ตั้งแต่ 10.00-14.00 น. มักแปลกดีแต่ข้อเสียคือเที่ยวได้น้อยมากเพราะตอนมืดถนนไม่มีไฟเลย สำหรับคนในเมืองคงไม่ชินที่ขับบนถนนที่ไม่มีไฟข้างทางข้างหน้า ต้องขับช้าๆ ไปเรื่อยๆ ]]


Haukland Beach ช่วงบ่ายถึงบ่ายสอง

ฟ้ามืดปุ๊บ ก็หิวปั๊บ เราเลยไปที่ซุปเปอร์มาเก็ตที่ใกล้ที่สุด อยู่ในเมืองเล็กเนสนั่นแหละ มีของสด ของใช้ อาหารสำเร็จรูป เหมือนโลตัสบ้านเรา ขับรถกลับบ้านมาบ่าย 3 กว่าก็ทำมาม่าที่พกไปกิน มันฟินมาก ฮ่าๆ 😁

หลังจากกินเสร็จ เจ้าของบ้านพักก็เดินมาทักทาย เราบอกอยากเห็นแสงเหนือ เขาก็เปิดเว็บดูพยากรณ์แล้วบอกว่าวันนี้มีเยอะเลย ดูได้จากบนหัวได้เลย มันจะผ่านทั้งท้องฟ้า เราก็ดีใจ คุยเสร็จเตรียมกล้อง ขาตั้งกล้องให้พร้อม ถ่ายปุ๊บ มีแต่เมฆ😭 ถ่ายเป็นอีก มีติดแสงสีเขียวๆ ด้วย ดีใจใหญ่เลย แต่ส่วนใหญ่เป็นเมฆ ฮ่าๆ ท้องฟ้าปิดมาก ตอนที่ไป มีแต่เมฆกับเมฆ แล้วก็ไม่มีหิมะให้เห็นด้วย มีแต่ความมืดกับลมแรง


เมฆเยอะมาก

แสงเหนือแบบเบลอๆ😅


หลังจากทนความหนาวไม่ไหว ก็เอากล้องกลับเข้ามาในบ้าน กล้องเย็นเจี๊ยบ เลยต้องเอามาพักไว้ก่อน แล้วเราก็นั่งเล่นอาบน้ำนอนดูซีรีย์เกาหลีไปแป๊บนึง ก็พักผ่อนเก็บแรงเพราะวันถัดไปจะเป็นเที่ยวฝั่ง Å กับ Reine


*รูปทั้งหมดนี้ไม่ได้ปรับฟิลเตอร์อะไรเลย ฟ้าและอากาศเป็นแบบนี้จริงๆ*



อ่านเรื่องเล่า ดูอัลบัมเที่ยวที่
Instagram :  https://www.instagram.com/jeeffrie

Facebook :  https://www.facebook.com/paitiewnaigorpai


วันเสาร์ที่ 12 มกราคม พ.ศ. 2562

[แชร์เรื่องเที่ยว] 9 ประสบการณ์ที่ได้จากไปเที่ยวยุโรป!



หลายคนมีประเทศที่อยากเที่ยวในใจอยู่ในทวีปยุโรปแน่นอน เราก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยเวลาที่เราไปเที่ยวฝั่งยุโรป เรามักจะไปเที่ยวหลายๆ ประเทศ เนื่องจากความโลภอยากไปหลายที่ ก็ทำให้เราได้รู้อะไรหลายๆ อย่างค่ะ

มาดูประสบการณ์ต่างๆ ที่เราอยากแชร์ให้เพื่อนๆ อ่าน สำหรับคนที่เล็งๆ ว่าจะไปเที่ยวแถบยุโรป(เชงเก้น) และคนที่กำลังจะไปว่าควรเตรียมตัวอย่างไรก่อนไปเที่ยวค่ะ

1.ระบบตรวจรถไฟของแต่ละประเทศแตกต่างกัน ไม่ว่าจะบนดินใต้ดิน ในบางประเทศจะต้องมีตั๋วอย่างชัดเจนและต้องสแกนผ่านด่านเข้าสถานี แต่หลายประเทศในยุโรป ไม่มีด่านผ่านสถานี จะเดินขึ้นรถไฟไปเลยก็ได้ แต่ในบางขบวนก็จะมีผู้ตรวจตั๋วคอยเดินเช็ค ถ้าไม่มีตั๋วแล้วขึ้นรถไฟมา เจอคนตรวจก็ต้องจ่ายเงินในราคาที่สูงกว่าตั๋วมาก(ประมาณว่าบวกค่าปรับ) หรือบางคนไม่มีเงินก็โดนให้ลงป้ายหน้าค่ะ

และเวลาจะซื้อตั๋วรถไฟต่างๆ เดี๋ยวนี้ตู้เขาก็ไม่ค่อยรับเงินสดนะคะ ถ้าจะเงินสดอาจจะต้องเเดินไปซื้อที่ Information ทางที่ดีเตรียมบัตรเครดิตให้พร้อม แต่ตู้ที่บัตรเครดิตก็ต้องใช้ PIN เพื่ออนุมัติการรูดของเรา ทางที่ดีโหลดแอพของบริษัทรถไฟนั้นๆ เอาไว้ และซื้อตั๋วผ่านแอพโดยใช้บัตรเครดิตค่ะ เพราะซื้อผ่านแอพใช้ CVV หลังบัตรกับ OTP ที่ส่งเข้ามือถือเราอนุมัติค่ะ(มือถือก็ต้องมีโรมมิ่งอยู่นะคะ😅)



2.ช่วงเทศกาลอย่างคริสต์มาสหรือปีใหม่ทุกอย่างจะปิด หากอยู่ในไทยคริสต์มาสอาจไม่สำคัญเท่าปีใหม่ แต่ฝรั่งเขาถือว่าช่วงเวลานี้ตั้งแต่ 24-26 ธันวาคมนั้นเป็นวันหยุดของเขาเหมือนสงกรานต์บ้านเรา(ถามความคิด) ไม่ว่าจะอยู่เมืองไหน ร้านค้าและร้านอาหารจะปิดและบางร้านปิดเร็ว แม้กระทั่งบางโรงแรมยังปิดเลยค่ะ เพราะฉะนั้นควรดูเวลาว่าตรงกับช่วงนี้ไหม และจะทำอะไร ไปไหนบ้างถ้าสถานที่หรือบริการต่างๆ หยุดบริการ


3.บัตรเครดิตสำคัญมาก ที่ยุโรปไม่มีประเทศไหนไม่รับบัตรเครดิตค่ะ ยิ่งเป็นแถบสแกนดิเนเวียแล้ว มีคนบอกว่าถ้าเขาให้จ่ายเงินสดแปลว่าเข้าข่ายจะโกงได้เลยค่ะ เพราะแถบนั้นถ้าอยากเข้าห้องน้ำสาธารณะยังหยดเหรียญไม่ได้เลย ต้องรูดบัตรอย่างเดียวเท่านั้น ที่สำคัญคือไม่จำกัดขั้นต่ำในการรูดบัตรค่ะ จะซื้อน้ำขวดเดียว 40 บาท ก็รูดบัตรได้เลย(แต่เราต้องเสียค่ารูดบัตรนะ😂)


4.อย่าไว้ใจคนที่นั่น ไม่ได้จะบอกว่าคนยุโรปไม่ดี แต่จะบอกว่าคนไม่ดี ก็มีอยู่ทุกที่ ยิ่งเราๆ เป็นนักท่องเที่ยวหน้าตาไม่เหมือนฝรั่งสักนิด ฝรั่งเดาอยู่ไม่กี่ประเทศค่ะว่าเราอาจจะมาจากจีน เกาหลี ญี่ปุ่น เป็นหลัก หมายความว่าคนมาเที่ยวต้องมีตังค์พอควร และอาจมาเที่ยวแบบไม่รู้อะไร ไม่สนใจอะไรเพราะมาเที่ยวสนุก

แต่! การโกงค่าเงิน จ่ายไม่ครบ มีบ่อยพอควรค่ะ ของเราเจอที่ประเทศเช็กค่ะ ปกติประเทศนี้มีสกุลเงินคือ โครูน่าเช็ก แต่เรามียูโรเพราะมาจากเยอรมันที่ใช้ยูโร และเห็นว่าที่เช็กบางร้านค้าหรือร้านอาหารก็รับยูโร เลยขอจ่ายเป็นยูโร แต่เวลาทอนเขาจะทอนเป็นโครูน่า โดยร้านอาหารที่เราไปกินจะมีเรทบอกว่าจากยูโรเป็นโครูน่าเท่าไหร่ แต่ตอนทอน เงินทอนกลับหายไปเป็นพันบาทได้ เลยยืนเช็คบิลจิ้มเครื่องคิดเลขให้พนักงานดูตรงนั้นเลย แล้วเขาก็บอกขอโทษ และคืนเงินมา(ขาดไปเยอะเชียวนะ😤)

และอีกครั้งที่เช็ก เรากำลังหาทางไปที่พักก็มีลุงขับแท๊กซี่บอกจะไปไหน เราก็บอกๆ ไป เขาบอกขอตังค์เท่านี้....แล้วจะพาไป แต่ท่าทางดูเมาๆ เลยเดินหนีออกไป

พอมาที่ตุรกี เจอโกงตั้งแต่สนามบินเลย ตอนนั้นเราจะแลกเงินจากยูโรเป็นลีร่า เราให้แบงค์ 50 ยูโร ไป 1 ใบ และหยิบอีก 50 ยูโรให้อีก 1 ใบ รวมเป็น 100 ยูโร แต่พนักงานแลกให้ 50 ยูโร แล้วให้ใบเสร็จมา เราก็เอ๊ะทำไมเงินดูน้อยๆ ดูในใบเสร็จบอกแค่ 50 ยูโร เลยต้องทวงอีก 50 ทีนี้มีเศษแค่ 0.1 เราจะทวงเลย ไม่ต้องมาปัดทิ้งเลยนะ เขี้ยวหนักกว่าเดิม😤😂

มีอีกครั้ง(ยังไม่จบ)ที่เยอรมัน อันนี้เราไม่รู้จริงๆ ว่าเป็นธรรมเนียมหรือเป็นการมัดมือชก ไปกินข้าวในร้านอาหาร พอขอบิล สมมติว่าต้องจ่าย 97 ยูโร จ่ายไป 100 พนักงานบอกที่เหลือเป็นทิปละกัน หยิบเศษเก็บเข้าตัวไป อ่าว ขออย่างนี้ก็ได้หรอ?

นอกจากการโกงแล้ว การขโมยของก็ควรระวังนะคะ ในที่คนเยอะๆ เสี่ยงมาก ขนาดสวิสเซอร์แลนด์ที่ว่าปลอดภัย ยังมีมารูดกระเป๋าเราเลย(ไม่รู้แกล้งหรือจงใจ) แต่ไม่ได้อะไรไป


5.การจองตั๋วเครื่องบินในเขตเชงเก้นสำคัญ เพิ่งโดนมาแบบไม่ตั้งตัวและไม่ได้นึกถึงเลยค่ะ โดยปกติแล้วไม่ว่าเราจะเดินทางไปประเทศอื่นในเชงเก้นด้วยรถไฟ รถบัส หรือรถ หากมีวีซ่าแบบ Single หรือเข้าเขตเชงเก้งได้ 1 ครั้ง เราสามารถไปประเทศไหนก็ได้ในเชงเก้น แต่เดินทางด้วยเครื่องบินนั้นต่างไป ต้องมาเช็คกันก่อนซื้อด้วยว่าเรามีวีซ่าแบบไหน ถ้าเป็นแบบ Multi ก็สบายๆ จะเข้าออกเชงเก้นกี่ครั้งก็ได้แต่ตามวันที่กำหนด แต่ถ้าเป็นแบบ Single ต้องระวังให้ดี!

หากจะบินจากโรม อิตาลี ไป ปารีส ฝรั่งเศษ แต่ใช้สายการบินที่อยู่นอกเชงเก้น(ถือว่าเป็น Transit) สายการบินจะไม่อนุมัติให้เราขึ้นเครื่อง เพราะเขาดูที่ปลายทางเป็นหลัก ถ้าใช้สายการบินฝั่งเอเชียหรือทวีปอื่น แต่จะนั่งแค่จากอิตาลีไปฝรั่งเศสก็ทำไม่ได้นะคะ เพราะฝรั่งเศสไม่ใช่ปลายทางที่แท้จริง มันหมายถึงว่าคุณจะออกจากเขตเชงเก้นแล้วกลับเข้ามาใหม่ มีคนอธิบายมาว่าเพราะ gate ของสายการบินนอกเชงเก้นต้องผ่าน ตม. ก่อน ขณะที่สายการบินของกลุ่มเชงเก้นไม่ต้องผ่าน ตม. ขึ้นได้เลย (ซึ่งเป็นอย่างนั้นจริงๆ) ต้องมีวีซ่า Multi ถึงจะขึ้นได้

เวลาซื้อตั๋วอย่าดูแค่ต้นทางและปลายทางบนหน้าเว็บนะคะ ดูด้วยว่าเป็นสายการบินของเขตเชงเก้นไหม ถ้าไม่ก็ห้ามซื้อเด็ดขาดค่ะ! ไปซื้อของสายการบินประเทศที่เราจะเดินทางออกหรือเข้าดีกว่าค่ะ เซฟที่สุด ไม่ใช่ว่าเห็นตั๋วสายการบินบริทติชอยู่ในยุโรปก็จะซื้อนะคะ ไม่มีวีซ่า UK ก็โดนไล่ไปซื้อใหม่ค่ะ(ถ้ามีก็โอเค)


6.พกกระเป๋าผ้าหรือถุงพลาสติกขนาดกลางไปด้วย ถ้าเข้าซุปเปอร์มาเก็ตหรือซื้อของตามร้านค้าส่วนใหญ่เขาจะไม่ให้ถุงเรานะคะ ไม่ก็ต้องซื้อค่ะ แต่ละร้านราคาถุงถูกแพงต่างกันด้วย ทางที่ดีพกถุงพลาสติกหรือกระเป๋าผ้าไปง่ายดีค่ะ


7.ทุกอย่างต้องทำเอง แต่ละประเทศมีระบบ Self-service หลากหลายบริการมาก ที่เจอบ่อยสุดในยุโรปคือระบบสแกนโค้ดซื้อของเอง คือจะมีแท่นเค้าเตอร์สแกนบาร์โค้ดสินค้าตามซูปเปอร์ เรียงรายอยู่ แล้วเราสามารถเดินไปสแกนเอง จ่ายตังค์เอง(เงินสดหรือบัตรเครดิต) จากนั้นใส่ของที่ซื้อใส่ถุงเอง แล้วเดินออกไป บางที่จะมีคนคอยช่วยเหลือหากติดขัดอะไร แต่บางที่ก็ไม่มีคนดูเลย ทำเองละกัน😁

บริการที่ต้องทำเองถัดมาล้ำไปอีกคือ Check-in และ Check-out ด้วยตัวเอง ง่ายๆ คือกรอกชื่อแล้วค้นหา พอรายละเอียดขึ้นกด Check-in แล้วเอาการ์ดที่อยู่ในกล่องมาวางกับตัวส่งข้อมูลเข้าบัตร แล้วก็เดินไปสแกนเข้าห้องพักได้ ตอนออกก็วิธีเดียวกัน วิธีนี้คือแบบที่เจอมา อาจมีวิธีอื่นอีก ง่ายๆ เนอะ แต่เราทำแล้วช้าไงไม่รู้ เดินไปหาพนักงาน 1 ก้าวแล้วขอเช็คอินง่ายกว่า ฮ่าๆ😂

การขึ้นเครื่องบินภายในประเทศและประเทศอื่นในเชงเก้นก็ทำเอง ตั้งแต่ Check-in โหลดกระเป๋าและขึ้นเครื่อง โดยจะเช็คอินผ่านตู้ที่ตั้งไว้มากมายในสนามบิน เช็คอินเสร็จจะได้ Boarding Pass และ Tag ติดกระเป๋า(สำหรับคนโหลดกระเป๋า) ติดแท็กกระเป๋าแล้วเอากระเป๋าไปวางบนสายพาน ชั่งน้ำหนักแล้วสแกนโค้ดบนแท็ก ผ่านปุ๊บ กระเป๋าเราก็จะโดนเลื่อนไปตามสายพานเพื่อเอาขึ้นเครื่อง จากนั้นตอนจะขึ้นเครื่องก็ไม่ได้มีคนตรวจอะไร แค่มาเปิด gate ยืนคุมและเราก็ใช้ Boarding Pass สแกนขึ้นเครื่องเอง จบ!👏

การเติมน้ำมันก็ต้องทำเองเช่นกัน หลายคนคงรู้ว่าฝรั่งเขาให้เติมเอง เราก็รู้แต่ตอนแรกที่ลองเติมไป อ่าว ไม่มีระบุจำนวนเงินหรือกดเต็มถังออโต้แบบบ้านเรา เดินเข้าไปในมินิมาร์ทขอให้พนักงานช่วยเติม หน้าเหวี่ยงเลยจ้า ประมาณว่ามาใช้ทำไม สรุปกดคันโยกที่หัวปั๊มไปเรื่อยๆ จนกว่าจะพอใจ...ก็ที่เคยเห็นเขาบอกว่าให้กดครั้งเดียวนิ ถ้ากดหลายรอบมันจะจ่ายน้ำมันมาอีก

อีกอย่างที่ต้องทำเองและก็งงๆ คือวิธีการรับรถเช่า โดยปกติพนักงานจะต้องอธิบายการเช่ารถและพาไปที่รถไปตรวจรถว่ามีรอยเก่าอยู่ตรงนี้ๆ นะ...แต่ไปมาที่นอร์เวย์(ไม่รู้ประเทศอื่นเป็นไหม) พนักงานยืนอยู่ที่เค้าเตอร์อธิบายทุกอย่างที่เค้าเตอร์นั้น แต่บอกว่ารถไม่มีรอยใดๆ ไปตรวจเอง แนะนำให้ถ่ายรูปรอบรถเป็นหลักฐานก่อนขับออก แล้วชี้ว่ารถจอดอยู่ตรงนู้น แล้วก็แต้งกิ้วปิดเค้าเตอร์เดินหายไปเลย เร็วดี ฮ่าๆ😄 ตอนส่งรถง่ายกว่าจอดรถที่เดิมแล้วหย่อนกุญแจรถไว้ที่ตู้ จากนั้นจะไปไหนก็ไป เดี๋ยวมีบิลทวงหนี้ตามมา ถ้ารถเป็นรอยหรือเสีย(สำหรับไม่มีประกัน 0 excess) แต่ให้ดูเรื่องเวลาเปิด-ปิดเช่าด้วยนะคะ บางประเทศบางที่มีคิดเงินเพิ่มสำหรับขอเช่านอกเวลาทำการนะคะ เดี๋ยวจะงงว่ามีค่าอะไรชาร์ตเพิ่มมา


8.ใช้ระบบไว้ใจ ข้อนี้มีข้อ 1 โยงมาคือบางประเทศไม่มีคนตรวจตั๋วรถไฟ รถบัส ไม่ใช่ไม่ตรวจหรอก แต่เขาสุ่มเอา ยิ่งรถบัสนี่ไม่ค่อยตรวจเลย เพราะเขาคิดว่าถ้าเห็นว่าใครพยายามโกงก็ปรับหนักเลย

นอกจากเรื่องตั๋วรถไฟแล้ว ระบบโรงแรมก็เป็นคือปกติในโรงแรมจะมีเค้าเตอร์บาร์ที่มีขนมและน้ำดื่ม(แบบต้องซื้อ) อยู่ในตู้เย็นของห้องที่เข้าพัก เวลาเช็คเอ้าท์เขาก็ถามตรงๆ เลยว่าได้กินหรือดื่มอะไรในนั้นไหม ถ้าไม่ก็เช็คเอ้าท์เสร็จเรียบร้อย ง่ายปะละ😆


9.น้ำเปล่ามี 2 ประเภท ไปเที่ยวเองแรกๆ งงว่าทำไมดื่มน้ำเปล่าแล้วมันซ่าๆ เหมือนโซดา นึกว่าสั่งน้ำผิด แต่ที่จริงแล้วที่นู่นเขามีน้ำเปล่า 2 แบบคือน้ำเปล่าธรรมดา เขาเรียกว่า Still หรือ Without gas ส่วนอีกแบบคือน้ำเปล่าที่อัดแก๊สเหมือนโซดา เรียกว่า Sparkling , Gas หรือ With gas ตามแต่ละที่เรียก และส่วนใหญ่ฝรั่งจะชอบดื่มน้ำเปล่าอัดแก๊ส คงเพราะมันซ่าๆ ดี แทนน้ำอัดลมก็ได้😀

หวังว่าจะเป็นประโยชน์ให้กับคนที่เริ่มเที่ยวยุโรปหรือกำลังจะไปเที่ยว และเรื่องต่างๆ ที่เล่ามานี้คือประสบการณ์ที่เราเจอ บางคนอาจบอกว่าไม่เจอหรือบางคนบอกว่าเจอหนักเจอแปลกกว่านี้ แล้วแต่คนจริงๆ เลยเอามาแบ่งปันกัน
ตอนนี้คิดได้ 9 ข้อ แต่จริงๆ ยังมีอีก ถ้าคิดออกแล้วจะมาเขียนเป็นตอน 2 นะคะ😁

เขียนวันที่ 12/1/2562

อัพเดตเรื่องเล่าล่าสุด

[รีวิวเที่ยว] ตอน 3 (จบ) : หาด Unstad ในฤดูหนาว | เที่ยวนอร์เวย์ | เที่ยวยุโรป

ต่อจาก ตอน 2  ในวัดถัดมา ก็มีแผนที่จะไปหาด Unstad ที่อยู่ห่าง Leknes ประมาณ 20 กว่ากิโลเมตร แล้วเราก็ไปที่เดียวเลย ไปที่เที่ยวอื่นไกลมาก...