แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จอร์แดน แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ จอร์แดน แสดงบทความทั้งหมด

วันอังคารที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2561

[แชร์เรื่องเที่ยว] ตอน 7 : เพตรา (Petra) 22 กิโล 8 ชั่วโมง | เที่ยวจอร์แดน | เที่ยวตะวันออกกลาง

[เที่ยววันที่ 5]
จากตอน 6 ในทะเลทรายวาดิรัม
เช้าวันถัดมาเราก็เก็บกระเป๋าไปที่รถเช่าของเราเพื่อเตรียมตัวไป 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ของชาวนาเบเทียนที่คาดว่ามาสร้างเมืองเพื่อทำการค้าค่ะ เขาว่าสวยๆๆ วันนี้แหละจะได้ไปดูกับตากันจริงๆ😊


ขับรถจากที่พักในวาดิรัมไปเพตราประมาณชั่วโมงกว่าค่ะ เส้นทางไฮเวย์หลุมบ่อเยอะนิดนึง แต่ก็ขับไปเรื่อยๆ จนมาปากทางเข้าไปเพตราถนนก็ดีขึ้นค่ะ ทั้งสองข้างจากที่มีหินรูปทรงแปลกๆ แบบในวาดิรัมค่อยๆ หายไป กลายเป็นที่โล่งเตียนแบบทะเลทรายสีขาวเข้ามาแทน เส้นทางมีค้ดเคี้ยว ชันบ้าง แต่รถของโตโยต้าที่เช่ามามีระบบ 2 เกียร์ คือแบบออโต้ กับ ออโต้แต่ปรับ Manual ได้ เลยขับแบบสบายๆ ค่ะ👍

เราไปถึงโรงแรมประมาณเที่ยงค่ะ โรงแรมอยู่ใกล้ Visitor Center มากๆ 5 นาทีก็ถึงค่ะ มาปุ๊บเช็คอินแล้วเอาของเก็บเข้าห้องเลย ระหว่างขึ้นลิฟต์ก็เจอผู้ชายคนเกาหลีท่าทางเหนื่อยๆ ทักว่ามาจากที่ไหนกัน เราก็ไทยแลนด์ค่ะ เขาบอกว่า เพิ่งกลับมาจากในเพตรา ร้อนมากกกกก เตรียมร่มด้วยนะ เราก็นึกในใจจะมาลุยขนาดนี้ต้องพกร่มด้วยหรอ ฮ่าๆๆ เรารู้สึกร่มมันเกะกะเวลาเดินเยอะๆ เลยจะใช้หมวก แว่นตาและเสื้อแขนยาว สะสวกที่สุด อันนี้แล้วแต่คนที่สะดวกนะคะ😎

เก็บกระเป๋าเสร็จ ก่อนออกไปลุย ใส่เสื้อสบายๆ ไม่อยากผิวไหม้ก็แขนยาว หมวก แว่นกันแดดและน้ำ!! น้ำสำคัญมากนะคะ คนละ 1 ลิตร หรือพกน้ำเกลือแร่ไปด้วยนะคะ ข้างในก็มีขายแต่ราคาก็บวกไปอีกค่ะ ถ้าไม่อยากแบกก็ไปซื้อข้างในได้🍶

[ กฎการมาเที่ยวง่ายๆ คือ ใครยื่นข้อเสนออะไร เช่น ขึ้นรถม้าไหม? ขี่อูฐไหม? ถ้าไม่อยากขึ้นตอบ No,Thank you ไปเรื่อยๆ เขาอาจตื้อบ้างแต่ไม่มีอะไรค่ะ แต่ถ้าอยากใช้บริการก็ตกลงกันได้เลยว่าเท่าไหร่ ยังไง ถามด้วยว่าคิดสกุลเงินดอลล่าร์หรือดีน่าร์ ]

จากปากทางเข้าคือ Visitor Center ไป จุดไฮไลต์มี 2 ที่ค่ะ คือ
1. The treasury (Al-Khazneh) ระยะทางขาเดียว 2 กิโลเมตรจากปากทางเข้า
2. The monastery (Ad-Deir) ระยะทางขาเดียว 4 กิโลเมตรจาก The treasury

ตอนเข้าเรามีตั๋ว Jordan Pass อยู่แล้วก็ยื่นใบสแกนผ่านเข้าไปได้เลย ใครที่ไม่มีซื้อตั๋วก่อนนะคะ แต่แนะนำว่าซื้อ Jordan Pass เถอะ คุ้ม!!

ระหว่างเดินเข้าไป The treasury อากาศไม่ได้ร้อนอะไรมากค่ะ เพราะจะมี The siq หรือหินผาสูงที่ล้อมตลอดเส้นทาง ทำให้แดดไม่ลงค่ะ อากาศตรงนั้นเลยเย็นๆ ด้วยซ้ำ


ทางเข้า The siq จะมีพี่ทหารโรมันให้ถ่ายรูปด้วย แต่เสียตังค์นะคะทิปอย่างน้อยคนละ 1 ดีน่าร์ ถ้าไม่อยากเสียตังค์ เดินผ่านไปเลยค่ะ



The siq ที่มี the treasury ข้างหลัง


The treasury

 มีความเชื่อว่าภายใน The treasury นี้เป็นที่เก็บสมบัติของฟาโรห์ ซึ่งไม่รู้ว่าจริงหรือไม่ ยังไม่มีข้อพิสูจน์ค่ะ ที่นี่สวยงามมาก คนก็เช่นกัน นักท่องเที่ยวที่นี่เยอะกว่าทุกที่ๆ ผ่านมา รอบๆ จะมีร้านขายน้ำ ขายของโบราณ ขายที่ติดตู้เย็น ขายผ้าชีมัคเยอะแยะเลยค่ะ ใครอยากขี่อูฐก็ใช้บริการได้ค่ะ แต่เราขอบายดีกว่า สงสารอูฐและลาค่ะ บางคนตัวใหญ่มากไปขี่มันแล้วรู้สึกสงสาร เลยขอถ่ายรูปและเดินแทนดีกว่า

ระหว่างนั่งพักชมวิว The treasury และกินถั่วที่พกมา ก็มีคนท้องถิ่นแถวนั้นยื่นมือมาขอถั่วกินด้วย ฮ่าๆ ให้ไป 1 เม็ด ก็ถามว่า เม็ดเดียวเหรอ? เลยให้ไปอีกเม็ดแล้วถามว่าขายไหม เราตอบไปว่า ไม่ขาย จะเอาไว้กิน เขาก็กินถั่วที่ให้ไปแล้วก็หัวเราะๆ แล้วเดินไป...😁

คนจอร์แดนค่อนข้างเฟรนลี่ค่ะ ยิ่งกับนักท่องเที่ยวก็จะชอบคุยเล่น ส่วนคนแถวเพตราส่วนใหญ่เป็นผู้ชาย แต่เขียนขอบตาดำเหมือนกัปตันแจ็กสแปโรวเลยค่ะ หน้าดูดุแต่คุยเฮฮา ทุกคนพูดภาษาอังกฤษได้ดีเลยค่ะ 

พักหายเหนื่อยแล้วก็เตรียมใจไปอีก 4 กิโลเพื่อไปชม The monastery ที่หลายคนบอกว่าต้องมาเพราะสวยไม่แพ้ The treasury ค่ะ





ระหว่างทางขึ้นเป็นบันไดชันพอควร น้ำที่พกมาก็เริ่มลดไปเรื่อยๆ แต่มีขายตลอดข้างทาง อากาศเริ่มร้อน ร่างกายสูบฉีดมาก😀 แต่ที่เหนื่อยมากคือกลิ่นขี้ค่ะ ฮ่าๆ ระหว่างทางขี้ลา ขี้ม้าเยอะมาก มันทำให้เหนื่อยเพิ่มเพราะออกซิเจนน้อยลง😂💦 แต่เพื่อไปที่จุดหมายสุดท้ายของเรา ต้องสู้ค่ะ✌





ประมาณชั่วโมงครึ่ง เดินขึ้นเขามา ดื่มน้ำที่เตรียมมาจนหมด นั่งพักไป 2 รอบจนมาถึงจะเจอ The monastery นี้ค่ะ สูงใหญ่กว่า The treasury ประมาณ 10 เมตร มันใหญ่มากจริงๆ จนสงสัยว่าเขาปีนไปแกะสลักใช้มือคนแล้วประนีตขนาดนั้นได้ยังไง?? ถ้าถามว่าเหนื่อยขึ้นมาตรงนี้คุ้มไหม? คุ้มนะคะ ถ้าอยู่นานๆ มาแต่เช้าหน่อย ถ้ามีเวลาน้อย ตัดโปรแกรมนี้ทิ้งดีกว่าค่ะ มันสวยดีแต่มีความคล้าย The treasury อันนี้ตามความคิดเรานะ

ตรงนั้นมีร้านขายน้ำขนาดใหญ่อยู่ค่ะ นั่งชมไปดื่มน้ำแก้กระหายไป มีลมนิดๆ สบายค่ะ...นั่งอยู่ 20 นาทีแล้วมองเวลาก็นึกได้ว่ากลับได้แล้วเพราะเดี๋ยวเราจะมาตอนกลางคืนอีกรอบ! แต่ไม่ใช่ที่ Monastery นะ เป็นที่ The treasury ค่ะ ปะ กลับกัน...

กลับไปอาบน้ำ กินข้าวเย็น แล้วก็กลับเข้าไปอีกรอบค่ะ ซึ่งในตอนเช้าคุณแม่ไปด้วย แต่บอกว่าไปตอนกลางคืนไม่ไหวแล้ววว จะนอนเล่นในห้องแทน เลยต้องทิ้งตั๋วที่ซื้อเอาไว้ตั้งแต่บ่ายไป 1 ใบแล้วไปกับพี่แทน ถ้าใครมากับผู้ใหญ่ที่ร่ายกายมีลิมิตก็แพลนดีๆ นะคะ มาแค่ The treasury ก็น่าจะเพียงพอแล้ว ถ้าไป The monastery อีก ขาลากแน่ค่ะ เราว่าเราพอจะฟิตบ้าง ขายังปวดไป 2 วันเลยค่ะ

ตอนกลางคืนนี้เขาเรียกว่า Petra By Night ค่ะ ตั๋วประมาณคนละ 700-800 บาทมีบางวัน เช็ควันก่อนไปนะคะ

ตอนเข้าแนะนำว่าให้ไปต่อแถวเข้าก่อนเวลาที่เขานัดไว้นะคะ เพราะคนเยอะมาก พวกตากล้องโปรทั้งหลายเขาไปดักจองที่ถ่ายรูปตอนคนน้อยๆ กันเยอะเลยค่ะ

[ สิ่งที่ต้องเตรียมคือ กล้องและขาตั้งกล้องค่ะ  ถ้าไม่เตรียมเดี๋ยวจะได้ภาพแบบเรา เตือนแล้วนะ😂]



ระหว่างทางฟ้าโปร่งมาก เห็นดาวเต็มฟ้า แสงพระจันทร์สว่างกว่าไฟถนน แล้วก็รู้สึกเหมือนอยู่บนดาวอังคาร อากาศก็ชิวๆ 20 กว่าองศา😍



เข้าไปถึงก็โอ้โฮ้เลยค่ะ คนนับพันนั่งเรียงกันเต็มเลยค่ะ พอถึงเวลาก็จะมีการแสดงเล็กน้อยและมีชาให้จิบค่ะ ชิวๆ ใช้เวลาไม่นาน งานจบก็แยกย้ายไปถ่ายรูปและกลับห้องได้ เราอยู่ถ่ายรูปจนเป็นคนสุดท้ายในนั้นเลยค่ะ เพราะไม่มีขาตั้งกล้องไง ไม่ได้รู้สักที เลยได้แค่ที่เห็นนี้😅 

ที่เพตรานี้สนุกมากค่ะ เดินรวมๆ ทั้งวันได้ 22 กิโล บางคนบอกช้อปปิ้งเดินเยอะกว่านี้อีก ลองมาดูค่ะ ไม่เหมือนกันเลย มาที่นี่เหนื่อยกว่าเยอะ ฮ่าๆ เตรียมร่างกายมาด้วยนะคะ สำหรับคนที่ไม่ได้เตรียม ก็ใช้บริการรถม้าแทนค่ะ ฮ่าๆ

ถ้าได้มาเดินตั้งแต่เช้าคงมีเวลาพักมากกว่านี้ ชอบมากค่ะ วันถัดไปเราจะเข้าเมืองหลวงกันค่ะ มีอะไรน่าเที่ยวบ้าง ติดตามตอนต่อไปจ้า...

[----- แชร์เรื่องเที่ยวจอร์แดน 7 วัน -----]


อ่านเรื่องเล่า ดูอัลบัมเที่ยวที่
Instagram :  https://www.instagram.com/jeeffrie

Facebook :  https://www.facebook.com/paitiewnaigorpai

วันจันทร์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2561

[แชร์เรื่องเที่ยว] ตอน 6 : Wadi Rum ดินแดนทะเลทรายสีส้มแห่งมรดกโลก | เที่ยวจอร์แดน | เที่ยวตะวันออกกลาง

[เที่ยววันที่ 4]
หลังจากเดินเล่นชายหาดในอคาบาในตอน 5 ที่ผ่านมาเสร็จแล้ว ก็ได้เวลาขับรถไปยังวาดิรัม ใช้เวลา 1 ชั่วโมง



วาดิรัมเป็น 1 ในมรดกโลกที่น่าสนใจ ตามประวัติศาสตร์ ทะเลทรายแห่งนี้เคยเป็นที่ทำสงครามของออตโตมันและเป็นเส้นทางไปสู่อียิปต์ นอกจากนี้ที่นี่ยังเป็นต้นแบบของฉากในหนังเรื่อง Lawrence of Arabia และ Star Wars แต่เราคุ้นกับสตาร์วอรซ์มากกว่า แล้วก็คิดว่าเหมือนเป๊ะ!!

ขับรถไปถึงที่จอดรถของแคมป์เสร็จ ก็โทรเรียกให้คนที่แคมป์มารับค่ะ 10 นาทีผ่านไป รถกระบะคันหนึ่งก็มารับเราไปที่พัก รอบๆ นี่คือทรายล้วนๆ เลยค่ะ มีอูฐบ้าง สิ่งมีชีวิตน้อยมาก ฮ่าๆ

ที่พักในวาดิรัม

ที่พักของเราเป็นแบบเบดูอินค่ะ ก็คือเต้นท์ผ้าใบอะไรประมาณนั้น ไม่มีแอร์ (นึกว่ามี ฮ่าๆ แต่ตอนกลางคืนอากาศไม่ร้อนมาก) มีห้องน้ำส่วนตัว โดยเบดูอินส่วนใหญ่ห้องน้ำใช้รวมนะคะ ดูดีๆ ในกลางทะเลทรายแบบนี้เห็นเขาใช้แผงโซล่าเซลล์ทุกที่เลย เราเลยคิดว่าที่แบบนี้ไม่มีแห่งจ่ายไฟนอกจากไฟจากแสงอาทิตย์ ทำให้ตอนกลางคืนประมาณ 5 ทุ่ม เขาก็ดับทุกสิ่งอย่างในแคมป์แล้วค่ะ สอบถามพนักงานด้วยนะคะ เพราะของเรา เรารู้อยู่แล้วแต่ไม่รู้ว่าจะดับไฟเร็ว😂

เราถึงแคมป์ประมาณเที่ยงค่ะ บริเวณรอบๆ เงียบมากค่ะ มีพนักงานอยู่ 2 คนได้ เขาให้เรารอห้องอยู่ที่เต้นท์ทานข้าว แล้วเราก็ถามเขาว่าอยากนั่งรถจิ๊ปเที่ยว ซึ่งที่พักแต่ละที่มีบริการให้ลูกค้าอยู่แล้ว โดยจะเสียค่าทัวร์ตามจำนวนชั่วโมงพาทัวร์ค่ะ เราเลือกให้พาทัวร์ 3 ชั่วโมงเอาแบบเวลากำลังดีราคา 50 ดีน่าร์ แต่ต้องออกช่วงบ่าย 3 กว่าเพราะเราจะได้ไปดูพระอาทิตย์ตกกันค่ะ ระหว่างนั้นก็รอในแคมป์ไป แต่มันร้อนมากกกก💦 อากาศในที่ร่มค่อนข้างอบอ้าว เราเลยออกมาเดินเล่นตรงโขดหินหน้าที่พัก และอากาศตรงนั้นเย็นสบายมาก ก็ถึงเวลาถ่ายรูปรัวๆ เลยค่ะ ความรู้สึกตอนนั้น รู้สึกว่าเราอยู่ต่างดาว ไม่เหมือนโลกที่รู้จักเลย แผ่นดินสีส้ม มีทรายเต็มไปหมด มองไปสุดตาก็มีแต่หินทรงแปลกๆ แต่ชอบมาก😍 





หลังจากถ่ายรูปเสร็จก็ยังต้องรอทัวร์ของเราต่อไป เอาของไปเก็บในห้องก็แล้ว นั่งเล่น นอนเล่นอยู่ข้างนอกจนทัวร์ฝรั่งเข้ามาก็แล้ว เราก็ต้องรอต่อไปค่ะ ระหว่างนั้นมีฝรั่งมาจากไหนไม่รู้หลายคนเลย แบกกล้องแบกไมค์มาสัมภาษณ์คนในที่พัก เราหน้าแปลกๆ ก็รอดค่ะ ให้คุณลุงคุณป้าฝรั่งที่มากับทัวร์เขาคุยไปค่ะ ฮ่าๆ

พอถึงเวลาทัวร์ของเราแล้ว ก็ให้พี่พนักงานโพกผ้าให้เป็นชาวอาหรับหน่อย แล้วก็กระโดดขึ้นรถเลยค่ะ ขึ้นหลังรถกระบะนะ ตอนแรกนึกว่าจะร้อน แต่พอรถออกตัวไปสักพัก ลมสบายมาก














นั่งหลังรถมันจะเด้งหน่อยนะคะ แต่เราสบายๆ เห็นวิวก็สนุกแล้วค่ะ สิ่งอื่นไม่สนใจฮ่าๆ น้องคนขับรถ ขับแว๊นมาก แต่บริการดีมากค่ะ มีจัดดมุมกล้อง ถ่ายรูปให้ด้วย น่ารักมาก😁

วิวพระอาทิตย์ตกสวยมากค่ะ แต่เสียดายเวลาผ่านไปเร็วเกินไป...
หลังจากจบทริปนี้เสร็จก็ได้เวลาเตรียมท้องกินข้าวเย็นค่ะ ข้าวเย็นนี้เขาจะทำไก่อบทะเลทราย ประมาณว่าผัดข้าว หมักไก่แล้วใส่ลงไปในหลุมทรายที่เขาขุดไว้เป็นเหมือนตู้อบแล้วเอาทราบกลบเพื่ออบอาหารให้สุก




อาหารมื้อนี้เป็นบุฟเฟ่ต์ มีไก่กับเนื้อแกะ และสลัด แผ่นแป้ง แล้วก็ข้าวผัดค่ะ มีขนมด้วย รสชาติดีค่ะ แต่ไก่แห้งไปหน่อย เนื้อแกะอร่อยกว่า😀

เที่ยววันนี้ก็จบด้วยดีค่ะ ที่นี่เป็น 1 ในไฮไลต์ของจอร์แดนที่ต้องมา!! บอกแล้วนะ ไม่มาที่นี่ไปเพตราอย่างเดียวถือว่ามาไม่ถึงจอร์แดน โคตรพลาด

วันพรุ่งนี้เราจะเข้าเพตรา 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกยุคใหม่ที่เป็นสถานที่ที่ทำให้เราอยากมาจอร์แดนกันค่ะ จะเป็นยังไง ตามมาอ่านได้ในตอน 7 นะคะ😊

[----- แชร์เรื่องเที่ยวจอร์แดน 7 วัน -----]



อ่านเรื่องเล่า ดูอัลบัมเที่ยวที่
Instagram :  https://www.instagram.com/jeeffrie

Facebook :  https://www.facebook.com/paitiewnaigorpai

วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561

[แชร์เรื่องเที่ยว] ตอน 5 : Red Sea ตำนานของโมเสส | เที่ยวจอร์แดน | เที่ยวตะวันออกกลาง

จากคราวที่แล้ว ตอน 4 เราขับรถกันมาไกลจนมาหยุดพักที่โรงแรมในเมืองอคาบา วันนี้เราก็จะมาเดินเล่นในเมืองที่ติดทะเลแห่งเดียวของประเทศแบบเร็วๆ ก่อนจะขับรถกลับขึ้นไปที่วาดิรัม สถานที่ต่อไปที่เราจะเข้าพักค่ะ

[เที่ยววันที่ 4]
หลังจากกินข้าวที่โรงแรมอย่างอิ่มหนำเสร็จ เราก็ต้องเดินย่อยหน่อยค่ะ เมืองอคาบานี้เป็นเมืองเดียวที่มีทางออกทะเลชื่อ Red Sea ซึ่งมีประเทศอิราเอล จอร์แดน อียิปต์และซาอุดิอาราเบียที่ล้อมรอบทะเลนี้อยู่ ตามที่เล่าขานเขาว่า Red Sea เป็นทะเลที่โมเสสทำการเสกให้น้ำทะเลแยกออกไป 2 ฝั่งแล้วตรงกลางเป็นทางเดินค่ะ ใครดูการ์ตูน Prince of Egypt จะเข้าใจฉากนี้เลย

cr. characterdesignreferences.com

ตามจริงถ้ามาถึงอคาบาแล้ว ต้องลงไปดำน้ำเพราะเห็นแต่ละรูปที่โฆษณาไว้สวยมากๆ แต่เราไม่ใช่สายดำน้ำ เราเป็นสายเดิน เลยขอเดินเล่นแถวชาดหาดค่ะ😊


เดินเล่นมาถึงชาดหาดอยู่แป๊บเดียว ก็เห็นผู้ชายกลุ่มหนึ่งกำลังกระโดดลงน้ำอย่างสนุกเลยค่ะ พอเขาเห็นว่าเราถึงกล้องอยู่ เรียกเลย ถ่ายฉันนะ!! ไม่ได้กระโกนแต่ใช้ภาษาโบกไม้โบกมือ แล้วก็กระโดดตีลังกาให้ดูหลายรอบ ฮ่าๆ คนจอร์แดนเฟรนลี่มากค่ะ คุยได้โดยไม่เขินอะไร ดูเฮฮา ยิ่งกว่าบ้านเราอีกค่ะ ส่วนใหญ่ที่เฮฮาเห็นจะเป็นผู้ชาย ผู้หญิงจะดูเรียบร้อยกว่า ดูนิ่งๆ ยิ้มๆ 😀


ทะเลน้ำใสค่ะ ไม่ค่อยมีผู้หญิงเล่น จากรูปก็ไม่เห็นผู้หญิงเลย หรือเขาไปเล่นหาดส่วนตัวกันก็ไม่รู้ อันนี้เห็นหาดสาธารณะค่ะ ถ้าหาดส่วนตัวจะต้องเสียค่าเข้าหรือเป็นของโรงแรมที่ติดทะเลค่ะ


ฝั่งตรงข้ามเป็นทางอิสราเอลค่ะ มีอาคารสูงเยอะพอควร ดูฝั่งอิสราเอลจะสีสันเยอะกว่าฝั่งจอร์แดนค่ะ ฝั่งนี้จะเงียบสงบ

เดินเล่นเสร็จก็กลับไปโรงแรมเก็บข้าวของพร้อมไปทะเลทรายวาดิรัมกันต่อเลย...

[----- แชร์เรื่องเที่ยวจอร์แดน 7 วัน -----]



อ่านเรื่องเล่า ดูอัลบัมเที่ยวที่
Instagram :  https://www.instagram.com/jeeffrie

Facebook :  https://www.facebook.com/paitiewnaigorpai

วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2561

[แชร์เรื่องเที่ยว] ตอน 4 : เที่ยว Karak แล้ว Aqaba แต่ประสบการณ์ไม่ธรรมดา | เที่ยวจอร์แดน | เที่ยวตะวันออกกลาง

ตอน 3 เราไปเที่ยวในเมืองมาดาบา เขาเนโบ และแช่น้ำที่เดดซีกันเสร็จ วันรุ่งขึ้นเราก็เตรียมพร้อมขับรถกันยาวๆ มุ่งสู่ใต้สุดของจอร์แดนและเป็นทางออกทะเลทางเดียวซึ่งก็คือเมืองอคาบา (Aqaba) ค่ะ [เที่ยววันที่ 3]

หลังจากทานข้าวเช้าที่โรงแรมจนอิ่มเราก็เตรียมลาเดดซีและมุ่งหน้าไปเมืองคารัค(Karak) ที่เป็นที่ตั้งของปราสาทคารัคค่ะ ว่าจะแวะเที่ยวที่นั่นแล้วก็นั่งรถยาวถึงอคาบาค่ะ ระยะทางรวมประมาณ 300 กิโลค่ะ

ระหว่างที่ขับรถออกมา ทางเป็นวิวทะเลสาบเดดซีสวยงามมากเลย ดูขาวๆ แดดจ้าๆ

วิวทะเลสาบเดดซี



แต่พอขับไปสักพัก เราก็ขับรถข้ามสะพาน Mujib แล้วมองไปทางซ้ายก็ตาสว่างเลยค่ะ เราผ่านสถานที่หนึ่งที่น่าแวะเวียน(หากมีเวลา) นั่นคือ เขตสงวนธรรมชาติวิดิมูจิบ (Mujib Nature Reserve) วิวเป็นหินสีส้มสูงใหญ่และมีลำธารตัดผ่านตรงกลาง

เราก็ไม่รีรอที่จะกลับรถและเข้าไปแวะชมค่ะ ภายในมีกิจกรรมที่เข้าไปลุยน้ำและเดินสำรวจโดยต้องเข้าไปกับไกด์ใช้เวลา 2 ชั่วโมง แต่เราต้องเดินทางอีกไกล เลยถามไกด์ที่มาเสนอโปรแกรมเที่ยวว่าขอเดินรอๆ ได้ไหม เขาก็ชี้ว่าไปทางนั้นได้เลย เดินออกไปก็ตื่นตามากค่ะ จะภูเขาก็ไม่เหมือน จะเป็นหินมันก็ใหญ่มาก ไม่รู้ว่ากลายมาเป็นลักษณะนี้ได้ยังไง ก็เลยได้แต่ยกกล้องมาถ่ายค่ะ😁



Wadi Mujib

ชมวิวเสร็จก็เดินทางกันต่อเลย...
ขับไปอีกสักพักก็ไม่ได้เห็นวิวทะเลสาบเดดซีแล้ว และวิวกลายเป็นหินกับทรายล้วนๆ ใครที่จะมาเที่ยวจอร์แดนระวังเรื่องถนนและเขาด้วยนะคะ มันชันใช้ได้เลยหล่ะ และทางก็เป็นหลุมเป็นบ่อเยอะ

ทางที่มุ่งสู่ปราสาท Karak

ขับมาชั่วโมงกว่าก็ถึงแล้ว ที่จอดรถก็จอดข้างทางตามสบายเลย ถ้าตรงไหนจอดไม่ได้เขาจะบอกเอง (อย่าไปจอดตรงที่มีคนกวักๆ นะ เสียตังค์แน่ๆ ไม่รู้เท่าไหร่ด้วย ตอนที่เราเที่ยวเสร็จจะออกรถไปอคาบา มีเด็กวัยรุ่นกวักมือรัวๆๆ แล้วเหมือนมันพูดกับเราแล้วงงๆ มันจับพวงมาลัยรถบอกจะจอดรถมั้ยๆ ไม่จ่ะ จะออกแล้ว น้องก็เลยปล่อยมือ) จอดเสร็จก็เดินไปทางเข้าปราสาท ใกล้กันมาก ควักมือถือที่มี QR Code ของ Jordan Pass ขึ้นมาให้สแกนแล้วก็เอาของเข้าเครื่องตรวจ พี่ตำรวจถามคนข้างหน้าเรา มาจากไหน? เยอรมัน หันมาถามเราต่อ ไทยแลนด์ค่ะ แล้วก็ เวลคัมมม😀

วิวรอบๆ ทางเข้าปราสาท

เดินเข้าไปก็ถ่ายรูปมุมนู้นทีมุมนี้ที สักพักมีคุณตาคนจอร์แดนใส่ชุดพื้นเมืองกวักมือเรียกบอกมาทางนี้ ด้วยความงงก็เดินตามๆ ไป และตาก็เริ่มเล่าเรื่องต่างๆ ว่าแต่ละห้องในปราสาทนั้นคืออะไร เราก็เดินไปทั้งห้องนอน ห้องครัว ห้องขัง ครบเลย สรุปปราสาทนี้สำหรับเป็นที่อาศัยทหาร ก็จะมีห้องต่างๆ มากมายที่เหล่าทหารมาอยู่




คุณตาพาทัวร์จนครบก็ถามว่าไปไหนต่อ เราก็บอกว่าจะไปอคาบา เขาก็ชี้ไปว่าให้ไปเส้น King Highway แล้วบอกว่าเดี๋ยวนี้อินเตอร์เน็ตก็คงบอกได้ดีว่าควรไปทางไหน กูเกิ้ลก็ช่วยพาไปดีค่ะ แต่สัญญาณอินเตอร์เน็ตเริ่มไม่ดี แถวนั้นค่อนข้างอับสัญญาณ😂

หลังจากคุยเสร็จก็ถึงเวลาลาคุณตา แต่ผู้ร่วมทางของเราก็บอกว่าเขาอุตส่าห์พาทัวร์ก็ต้องมีของให้สักหน่อย ก็คือเงินนั้นแหละ ก็เลยให้แกไป 10 JOD ประมาณ 460 บาท หันไปถามแกว่าโอเคมั้ย คือไม่รู้จริงๆ ว่าเขาจะรับไหมหรือให้น้อยไปไหม คุณตาเลยบอกว่า As you like ตามใจเลยก็ 10 JOD ละกันคะ ที่เราให้เงินไปเพราะรู้สึกว่าเขาช่วยแนะนำ เล่าเรื่องให้ฟังเยอะแยะ เลยอยากตอบแทน แต่เขายังไม่เคยพูดว่าอยากได้อะไร (ซึ่งมีหลายคนในจอร์แดนที่ทำแบบนี้) สิ่งที่ตอบแทนได้ก็เป็นเงิน และเขาก็รับ เราเลยสรุปว่าถ้าเขาเรียกเราตอนเดินเที่ยวอยู่หรือพยายามพรีเซนต์อะไร แปลว่าต้องมีเสียตังค์ ฮ่าๆ ถ้าใครไม่ชอบหรือไม่โอเคก็เดินหนีได้เลย เขาก็จะไปเรียกคนอื่นต่อ บางคนอาจรำคาญ แต่เราว่าเป็นวิธีที่ได้ลูกค้าแบบไม่โกง😁

หลังจากเดินซะทั่วก็ถึงเวลาขับรถไปอคาบากัน ตอนกำลังออกรถไปถนนใหญ่ รถติดไปไหนไม่ได้เพราะรถคันหน้าก็มา ทางก็เลนเดียวไม่ใหญ่ ต้องขับรถปีนฟุตบาทขึ้นไป แต่ระหว่างเล็งๆ ว่าจะขับสวนกันยังไง มีเด็กแถวนั้นเคาะกระจก แล้วยกนิ้วกลางใส่พี่เราที่ขับรถอยู่แล้วก็เดินไป ส่วนเพื่อนมันที่เข็นรถเข็นเห็นแล้วก็หัวเราะยิ้มๆ เลยรู้สึกเหมือนโดนเด็กแกล้ง เพราะเห็นเราเป็นต่างชาติ กวนจริงๆ😑

หลังจากขับรถไปเรื่อยๆ จากวิวเมืองกลายเป็นวิวทะเลทรายล้วนๆ เห็นพายุทะเลทรายหมุนๆๆ ขนาดเล็กๆ ตื่นเต้นดี


เส้นทางถึงจะเป็นไฮเวย์ แต่พื้นถนนหลุมบ่อเยอะมาก เพราะมีแต่รถสิบล้อกับกระบะวิ่งผ่าน เวลาขับขี่ระมัดระวังด้วยนะคะ แล้วคนที่นี่ขับรถเร็วมาก สิบล้อก็ไม่เว้น สำหรับการขับพวงมาลัยที่ตรงข้ามกับบ้านเราก็ควรขับช้าหน่อย กำหนดอยู่ที่ไม่เกิน 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง 

ขับไปสักพักขอแวะเติมน้ำมัน เพราะอ่านมาว่าปั๊มน้ำมันน้อย จริงๆ ก็ไม่น้อยขนาดนั้น แต่กันน้ำมันหมดกลางทางก็แวะเติมสักหน่อย เข้าปั๊มไปบอกเต็มถัง พนักงานก็เติมไป แต่สักพักเดินมาบอกว่า มีเครดิตมั้ย? หืมม เราจะจ่ายสด เขาตอบว่า ไม่รับ เครดิตเท่านั้น ก็งงๆ แล้วก็หยิบบัตรเครดิตให้ พนักงานบอกกับพี่ว่าให้พี่เติมน้ำมันเอง พี่บอกว่ามันเริ่มแปลกๆ พนักงานได้บัตรไปแล้วเดินเข้าไปที่ออฟฟิศแล้วพยายามจะรูดบัตร พี่ก็เดินไปดูเลยจะรูดเท่าไหร่ ยื้อไปมา พนักงานคนนั้นเลยหยิบเครื่องรูดมาหน้าตู้น้ำมันแล้วกดจำนวนเงินที่จะรูด เกินไปประมาณ 10 กว่าดีนาร์ 500 บาทนะเธอ ให้ฟรีได้ไง นี่ก็ขอด้านๆ เชียว พี่ชี้ไปที่ตู้น้ำมันบอก โนๆ มันราคาเท่านี้....แต่พนักงานคนนั้นก็ยังจะพยายามกดเกิน สรุปให้เขากดเกินไป 1 ดีนาร์กว่าๆ เพราะหน้าดูไม่เป็นมิตรเท่าที่ควร เลยให้ๆ ไป หลังจากรูดเสร็จ ยังบอกว่าไปซื้อของในมินิมาร์ทได้นะ แหม่...พอแล้ว! 😒 และก็รีบออกรถโดยไว


ระหว่างทางบ่นๆ กันเรื่องโดนโกงซึ่งๆ หน้า แล้วก็ต้องร้องโหอีกที เพราะวิวหลักล้านจริงๆ เราขับผ่านวาดิรัม 1 ในมรดกโลกที่ควรมาเยือนหากมาจอร์แดน แต่วันนี้เราจะไม่เข้าไปที่วาดิรัม วันพรุ่งนี้เราจะมานอนกัน แต่วันนี้ขอไปดูบรรยากาศทะเลที่อคาบาก่อน

เส้นทางไป Aqaba ที่ผ่าน Wadi Rum
ขับรถไปสักพักใกล้ถึงอคาบา มีด่านตรวจของตำรวจกวักมือเรียก ในใจก็เอาแล้ว...ขับเร็วไปเหรอ หรืออะไร เราก็ชะลอรถแล้วหยุดเปิดหน้าต่าง พี่ตำรวจถาม คุณมาจากไหน ตอบอย่างเร็ว ไทยแลนด์! แล้วก็จบด้วยคอนเซ็ปเดิม เวลคัม ทู จอร์แดน!! หัวเราะเลย ฮ่าๆ นี่ถูกตั้งโปรแกรมมาใช่ไหม?! แล้วก็ขับรถต่ออีกสักพักก็ถึงอคาบาสักที!! เย็นพอดี ไปเดินหาข้าวกินดีกว่า...

ตอนเดินหาข้าวกินแถว Ayla Circle อยู่นั้น เราเดินกันผ่านทะลุร้านอาหารที่เขาเอาโต๊ะมาวางอยู่ฟุตบาท และผู้จัดการร้านก็เดินมาเรียก กินมั้ย มีเซ็ตนี้เซ็ตนั้น ยืนดูเมนูแล้วยังอยากดูร้านอื่นก่อน พี่แกก็ดักเลย แล้วกลับมานะ ไม่กลับจะฆ่าเลย แล้วหัวเราะ หูยยย หยอกแรงเชียว ฮ่าๆ สรุปไปกินร้านอื่นจริงๆ ชื่อ Syrian Palace จานสเต็กอร่อยแต่อาหารช้า ราคาสูงพอควร แล้วไม่ผ่านร้านพี่แกเลย 😄 แถวนั้นเหมือนตลาด เดินๆ ไปมีของฝากราคาไม่แพงเพียบเลยทั้งผ้าคลุม โคลนเดดซี สมุนไพร เยอะแยะ แต่เราไม่ได้ซื้ออะไรมา เอาไว้ไปซื้อวันหลังละกัน...


[----- แชร์เรื่องเที่ยวจอร์แดน 7 วัน -----]




อ่านเรื่องเล่า ดูอัลบัมเที่ยวที่
Instagram :  https://www.instagram.com/jeeffrie

Facebook :  https://www.facebook.com/paitiewnaigorpai

อัพเดตเรื่องเล่าล่าสุด

[รีวิวเที่ยว] ตอน 3 (จบ) : หาด Unstad ในฤดูหนาว | เที่ยวนอร์เวย์ | เที่ยวยุโรป

ต่อจาก ตอน 2  ในวัดถัดมา ก็มีแผนที่จะไปหาด Unstad ที่อยู่ห่าง Leknes ประมาณ 20 กว่ากิโลเมตร แล้วเราก็ไปที่เดียวเลย ไปที่เที่ยวอื่นไกลมาก...