วันศุกร์ที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2561

[แชร์เรื่องเที่ยว] ตอน 5 : Red Sea ตำนานของโมเสส | เที่ยวจอร์แดน | เที่ยวตะวันออกกลาง

จากคราวที่แล้ว ตอน 4 เราขับรถกันมาไกลจนมาหยุดพักที่โรงแรมในเมืองอคาบา วันนี้เราก็จะมาเดินเล่นในเมืองที่ติดทะเลแห่งเดียวของประเทศแบบเร็วๆ ก่อนจะขับรถกลับขึ้นไปที่วาดิรัม สถานที่ต่อไปที่เราจะเข้าพักค่ะ

[เที่ยววันที่ 4]
หลังจากกินข้าวที่โรงแรมอย่างอิ่มหนำเสร็จ เราก็ต้องเดินย่อยหน่อยค่ะ เมืองอคาบานี้เป็นเมืองเดียวที่มีทางออกทะเลชื่อ Red Sea ซึ่งมีประเทศอิราเอล จอร์แดน อียิปต์และซาอุดิอาราเบียที่ล้อมรอบทะเลนี้อยู่ ตามที่เล่าขานเขาว่า Red Sea เป็นทะเลที่โมเสสทำการเสกให้น้ำทะเลแยกออกไป 2 ฝั่งแล้วตรงกลางเป็นทางเดินค่ะ ใครดูการ์ตูน Prince of Egypt จะเข้าใจฉากนี้เลย

cr. characterdesignreferences.com

ตามจริงถ้ามาถึงอคาบาแล้ว ต้องลงไปดำน้ำเพราะเห็นแต่ละรูปที่โฆษณาไว้สวยมากๆ แต่เราไม่ใช่สายดำน้ำ เราเป็นสายเดิน เลยขอเดินเล่นแถวชาดหาดค่ะ😊


เดินเล่นมาถึงชาดหาดอยู่แป๊บเดียว ก็เห็นผู้ชายกลุ่มหนึ่งกำลังกระโดดลงน้ำอย่างสนุกเลยค่ะ พอเขาเห็นว่าเราถึงกล้องอยู่ เรียกเลย ถ่ายฉันนะ!! ไม่ได้กระโกนแต่ใช้ภาษาโบกไม้โบกมือ แล้วก็กระโดดตีลังกาให้ดูหลายรอบ ฮ่าๆ คนจอร์แดนเฟรนลี่มากค่ะ คุยได้โดยไม่เขินอะไร ดูเฮฮา ยิ่งกว่าบ้านเราอีกค่ะ ส่วนใหญ่ที่เฮฮาเห็นจะเป็นผู้ชาย ผู้หญิงจะดูเรียบร้อยกว่า ดูนิ่งๆ ยิ้มๆ 😀


ทะเลน้ำใสค่ะ ไม่ค่อยมีผู้หญิงเล่น จากรูปก็ไม่เห็นผู้หญิงเลย หรือเขาไปเล่นหาดส่วนตัวกันก็ไม่รู้ อันนี้เห็นหาดสาธารณะค่ะ ถ้าหาดส่วนตัวจะต้องเสียค่าเข้าหรือเป็นของโรงแรมที่ติดทะเลค่ะ


ฝั่งตรงข้ามเป็นทางอิสราเอลค่ะ มีอาคารสูงเยอะพอควร ดูฝั่งอิสราเอลจะสีสันเยอะกว่าฝั่งจอร์แดนค่ะ ฝั่งนี้จะเงียบสงบ

เดินเล่นเสร็จก็กลับไปโรงแรมเก็บข้าวของพร้อมไปทะเลทรายวาดิรัมกันต่อเลย...

[----- แชร์เรื่องเที่ยวจอร์แดน 7 วัน -----]



อ่านเรื่องเล่า ดูอัลบัมเที่ยวที่
Instagram :  https://www.instagram.com/jeeffrie

Facebook :  https://www.facebook.com/paitiewnaigorpai

วันศุกร์ที่ 7 ธันวาคม พ.ศ. 2561

[แชร์เรื่องเที่ยว] ตอน 4 : เที่ยว Karak แล้ว Aqaba แต่ประสบการณ์ไม่ธรรมดา | เที่ยวจอร์แดน | เที่ยวตะวันออกกลาง

ตอน 3 เราไปเที่ยวในเมืองมาดาบา เขาเนโบ และแช่น้ำที่เดดซีกันเสร็จ วันรุ่งขึ้นเราก็เตรียมพร้อมขับรถกันยาวๆ มุ่งสู่ใต้สุดของจอร์แดนและเป็นทางออกทะเลทางเดียวซึ่งก็คือเมืองอคาบา (Aqaba) ค่ะ [เที่ยววันที่ 3]

หลังจากทานข้าวเช้าที่โรงแรมจนอิ่มเราก็เตรียมลาเดดซีและมุ่งหน้าไปเมืองคารัค(Karak) ที่เป็นที่ตั้งของปราสาทคารัคค่ะ ว่าจะแวะเที่ยวที่นั่นแล้วก็นั่งรถยาวถึงอคาบาค่ะ ระยะทางรวมประมาณ 300 กิโลค่ะ

ระหว่างที่ขับรถออกมา ทางเป็นวิวทะเลสาบเดดซีสวยงามมากเลย ดูขาวๆ แดดจ้าๆ

วิวทะเลสาบเดดซี



แต่พอขับไปสักพัก เราก็ขับรถข้ามสะพาน Mujib แล้วมองไปทางซ้ายก็ตาสว่างเลยค่ะ เราผ่านสถานที่หนึ่งที่น่าแวะเวียน(หากมีเวลา) นั่นคือ เขตสงวนธรรมชาติวิดิมูจิบ (Mujib Nature Reserve) วิวเป็นหินสีส้มสูงใหญ่และมีลำธารตัดผ่านตรงกลาง

เราก็ไม่รีรอที่จะกลับรถและเข้าไปแวะชมค่ะ ภายในมีกิจกรรมที่เข้าไปลุยน้ำและเดินสำรวจโดยต้องเข้าไปกับไกด์ใช้เวลา 2 ชั่วโมง แต่เราต้องเดินทางอีกไกล เลยถามไกด์ที่มาเสนอโปรแกรมเที่ยวว่าขอเดินรอๆ ได้ไหม เขาก็ชี้ว่าไปทางนั้นได้เลย เดินออกไปก็ตื่นตามากค่ะ จะภูเขาก็ไม่เหมือน จะเป็นหินมันก็ใหญ่มาก ไม่รู้ว่ากลายมาเป็นลักษณะนี้ได้ยังไง ก็เลยได้แต่ยกกล้องมาถ่ายค่ะ😁



Wadi Mujib

ชมวิวเสร็จก็เดินทางกันต่อเลย...
ขับไปอีกสักพักก็ไม่ได้เห็นวิวทะเลสาบเดดซีแล้ว และวิวกลายเป็นหินกับทรายล้วนๆ ใครที่จะมาเที่ยวจอร์แดนระวังเรื่องถนนและเขาด้วยนะคะ มันชันใช้ได้เลยหล่ะ และทางก็เป็นหลุมเป็นบ่อเยอะ

ทางที่มุ่งสู่ปราสาท Karak

ขับมาชั่วโมงกว่าก็ถึงแล้ว ที่จอดรถก็จอดข้างทางตามสบายเลย ถ้าตรงไหนจอดไม่ได้เขาจะบอกเอง (อย่าไปจอดตรงที่มีคนกวักๆ นะ เสียตังค์แน่ๆ ไม่รู้เท่าไหร่ด้วย ตอนที่เราเที่ยวเสร็จจะออกรถไปอคาบา มีเด็กวัยรุ่นกวักมือรัวๆๆ แล้วเหมือนมันพูดกับเราแล้วงงๆ มันจับพวงมาลัยรถบอกจะจอดรถมั้ยๆ ไม่จ่ะ จะออกแล้ว น้องก็เลยปล่อยมือ) จอดเสร็จก็เดินไปทางเข้าปราสาท ใกล้กันมาก ควักมือถือที่มี QR Code ของ Jordan Pass ขึ้นมาให้สแกนแล้วก็เอาของเข้าเครื่องตรวจ พี่ตำรวจถามคนข้างหน้าเรา มาจากไหน? เยอรมัน หันมาถามเราต่อ ไทยแลนด์ค่ะ แล้วก็ เวลคัมมม😀

วิวรอบๆ ทางเข้าปราสาท

เดินเข้าไปก็ถ่ายรูปมุมนู้นทีมุมนี้ที สักพักมีคุณตาคนจอร์แดนใส่ชุดพื้นเมืองกวักมือเรียกบอกมาทางนี้ ด้วยความงงก็เดินตามๆ ไป และตาก็เริ่มเล่าเรื่องต่างๆ ว่าแต่ละห้องในปราสาทนั้นคืออะไร เราก็เดินไปทั้งห้องนอน ห้องครัว ห้องขัง ครบเลย สรุปปราสาทนี้สำหรับเป็นที่อาศัยทหาร ก็จะมีห้องต่างๆ มากมายที่เหล่าทหารมาอยู่




คุณตาพาทัวร์จนครบก็ถามว่าไปไหนต่อ เราก็บอกว่าจะไปอคาบา เขาก็ชี้ไปว่าให้ไปเส้น King Highway แล้วบอกว่าเดี๋ยวนี้อินเตอร์เน็ตก็คงบอกได้ดีว่าควรไปทางไหน กูเกิ้ลก็ช่วยพาไปดีค่ะ แต่สัญญาณอินเตอร์เน็ตเริ่มไม่ดี แถวนั้นค่อนข้างอับสัญญาณ😂

หลังจากคุยเสร็จก็ถึงเวลาลาคุณตา แต่ผู้ร่วมทางของเราก็บอกว่าเขาอุตส่าห์พาทัวร์ก็ต้องมีของให้สักหน่อย ก็คือเงินนั้นแหละ ก็เลยให้แกไป 10 JOD ประมาณ 460 บาท หันไปถามแกว่าโอเคมั้ย คือไม่รู้จริงๆ ว่าเขาจะรับไหมหรือให้น้อยไปไหม คุณตาเลยบอกว่า As you like ตามใจเลยก็ 10 JOD ละกันคะ ที่เราให้เงินไปเพราะรู้สึกว่าเขาช่วยแนะนำ เล่าเรื่องให้ฟังเยอะแยะ เลยอยากตอบแทน แต่เขายังไม่เคยพูดว่าอยากได้อะไร (ซึ่งมีหลายคนในจอร์แดนที่ทำแบบนี้) สิ่งที่ตอบแทนได้ก็เป็นเงิน และเขาก็รับ เราเลยสรุปว่าถ้าเขาเรียกเราตอนเดินเที่ยวอยู่หรือพยายามพรีเซนต์อะไร แปลว่าต้องมีเสียตังค์ ฮ่าๆ ถ้าใครไม่ชอบหรือไม่โอเคก็เดินหนีได้เลย เขาก็จะไปเรียกคนอื่นต่อ บางคนอาจรำคาญ แต่เราว่าเป็นวิธีที่ได้ลูกค้าแบบไม่โกง😁

หลังจากเดินซะทั่วก็ถึงเวลาขับรถไปอคาบากัน ตอนกำลังออกรถไปถนนใหญ่ รถติดไปไหนไม่ได้เพราะรถคันหน้าก็มา ทางก็เลนเดียวไม่ใหญ่ ต้องขับรถปีนฟุตบาทขึ้นไป แต่ระหว่างเล็งๆ ว่าจะขับสวนกันยังไง มีเด็กแถวนั้นเคาะกระจก แล้วยกนิ้วกลางใส่พี่เราที่ขับรถอยู่แล้วก็เดินไป ส่วนเพื่อนมันที่เข็นรถเข็นเห็นแล้วก็หัวเราะยิ้มๆ เลยรู้สึกเหมือนโดนเด็กแกล้ง เพราะเห็นเราเป็นต่างชาติ กวนจริงๆ😑

หลังจากขับรถไปเรื่อยๆ จากวิวเมืองกลายเป็นวิวทะเลทรายล้วนๆ เห็นพายุทะเลทรายหมุนๆๆ ขนาดเล็กๆ ตื่นเต้นดี


เส้นทางถึงจะเป็นไฮเวย์ แต่พื้นถนนหลุมบ่อเยอะมาก เพราะมีแต่รถสิบล้อกับกระบะวิ่งผ่าน เวลาขับขี่ระมัดระวังด้วยนะคะ แล้วคนที่นี่ขับรถเร็วมาก สิบล้อก็ไม่เว้น สำหรับการขับพวงมาลัยที่ตรงข้ามกับบ้านเราก็ควรขับช้าหน่อย กำหนดอยู่ที่ไม่เกิน 100 กิโลเมตร/ชั่วโมง 

ขับไปสักพักขอแวะเติมน้ำมัน เพราะอ่านมาว่าปั๊มน้ำมันน้อย จริงๆ ก็ไม่น้อยขนาดนั้น แต่กันน้ำมันหมดกลางทางก็แวะเติมสักหน่อย เข้าปั๊มไปบอกเต็มถัง พนักงานก็เติมไป แต่สักพักเดินมาบอกว่า มีเครดิตมั้ย? หืมม เราจะจ่ายสด เขาตอบว่า ไม่รับ เครดิตเท่านั้น ก็งงๆ แล้วก็หยิบบัตรเครดิตให้ พนักงานบอกกับพี่ว่าให้พี่เติมน้ำมันเอง พี่บอกว่ามันเริ่มแปลกๆ พนักงานได้บัตรไปแล้วเดินเข้าไปที่ออฟฟิศแล้วพยายามจะรูดบัตร พี่ก็เดินไปดูเลยจะรูดเท่าไหร่ ยื้อไปมา พนักงานคนนั้นเลยหยิบเครื่องรูดมาหน้าตู้น้ำมันแล้วกดจำนวนเงินที่จะรูด เกินไปประมาณ 10 กว่าดีนาร์ 500 บาทนะเธอ ให้ฟรีได้ไง นี่ก็ขอด้านๆ เชียว พี่ชี้ไปที่ตู้น้ำมันบอก โนๆ มันราคาเท่านี้....แต่พนักงานคนนั้นก็ยังจะพยายามกดเกิน สรุปให้เขากดเกินไป 1 ดีนาร์กว่าๆ เพราะหน้าดูไม่เป็นมิตรเท่าที่ควร เลยให้ๆ ไป หลังจากรูดเสร็จ ยังบอกว่าไปซื้อของในมินิมาร์ทได้นะ แหม่...พอแล้ว! 😒 และก็รีบออกรถโดยไว


ระหว่างทางบ่นๆ กันเรื่องโดนโกงซึ่งๆ หน้า แล้วก็ต้องร้องโหอีกที เพราะวิวหลักล้านจริงๆ เราขับผ่านวาดิรัม 1 ในมรดกโลกที่ควรมาเยือนหากมาจอร์แดน แต่วันนี้เราจะไม่เข้าไปที่วาดิรัม วันพรุ่งนี้เราจะมานอนกัน แต่วันนี้ขอไปดูบรรยากาศทะเลที่อคาบาก่อน

เส้นทางไป Aqaba ที่ผ่าน Wadi Rum
ขับรถไปสักพักใกล้ถึงอคาบา มีด่านตรวจของตำรวจกวักมือเรียก ในใจก็เอาแล้ว...ขับเร็วไปเหรอ หรืออะไร เราก็ชะลอรถแล้วหยุดเปิดหน้าต่าง พี่ตำรวจถาม คุณมาจากไหน ตอบอย่างเร็ว ไทยแลนด์! แล้วก็จบด้วยคอนเซ็ปเดิม เวลคัม ทู จอร์แดน!! หัวเราะเลย ฮ่าๆ นี่ถูกตั้งโปรแกรมมาใช่ไหม?! แล้วก็ขับรถต่ออีกสักพักก็ถึงอคาบาสักที!! เย็นพอดี ไปเดินหาข้าวกินดีกว่า...

ตอนเดินหาข้าวกินแถว Ayla Circle อยู่นั้น เราเดินกันผ่านทะลุร้านอาหารที่เขาเอาโต๊ะมาวางอยู่ฟุตบาท และผู้จัดการร้านก็เดินมาเรียก กินมั้ย มีเซ็ตนี้เซ็ตนั้น ยืนดูเมนูแล้วยังอยากดูร้านอื่นก่อน พี่แกก็ดักเลย แล้วกลับมานะ ไม่กลับจะฆ่าเลย แล้วหัวเราะ หูยยย หยอกแรงเชียว ฮ่าๆ สรุปไปกินร้านอื่นจริงๆ ชื่อ Syrian Palace จานสเต็กอร่อยแต่อาหารช้า ราคาสูงพอควร แล้วไม่ผ่านร้านพี่แกเลย 😄 แถวนั้นเหมือนตลาด เดินๆ ไปมีของฝากราคาไม่แพงเพียบเลยทั้งผ้าคลุม โคลนเดดซี สมุนไพร เยอะแยะ แต่เราไม่ได้ซื้ออะไรมา เอาไว้ไปซื้อวันหลังละกัน...


[----- แชร์เรื่องเที่ยวจอร์แดน 7 วัน -----]




อ่านเรื่องเล่า ดูอัลบัมเที่ยวที่
Instagram :  https://www.instagram.com/jeeffrie

Facebook :  https://www.facebook.com/paitiewnaigorpai

วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

[แชร์เรื่องเที่ยว] ตอน 3 : เขาเนโบ ทะเลสาบเดดซี ที่น่าพิศวง | เที่ยวจอร์แดน | เที่ยวตะวันออกกลาง

[เที่ยววันที่ 2]
จากตอน 2 ที่เราไปเที่ยวในเมืองมาดาบากันตอนเช้าเรียบร้อย ก็เตรียมกระเป๋าขึ้นรถเพื่อไปยังเขาเนโบ (Mount Nebo) กันต่อเลย...

ระหว่างทาง ทั้งสองข้างทางเป็นทะเลทรายหมดเลย ประมาณว่าไร้สิ่งมีชีวิตรอบข้าง วิวแปลกตามากสำหรับประเทศไทยที่มีป่าเขาสมบูรณ์ และเส้นทางเขาตอนแรกคิดว่าไม่ชันมาก แต่ก็ชันพอสมควรและทางก็คดเคี้ยวอยู่ แต่ค่อยๆ ขับไปค่ะ

และเราก็ถึงเขาเนโบ ลงไปดูกันว่ามีอะไรบ้าง...



วิวทะเลทรายแบบ 360 องศาเลย



จุดไฮไลท์ คนเยอะมาก

ภายในโบสถ์
เขาเนโบนี้มีเชื่อว่าเป็นที่ฝังศพของโมเสส เมื่อยืนอยู่บนยอดเขาจะเห็นเป็นภาพที่โมเสสรวมหุบเขา แม่น้ำจอร์แดน เดดซี Jericho และเยรูซาเลมเข้าด้วยกันเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และโบสถ์ที่เขาเนโบนี้ถูกสร้างขึ้นเมื่อ 400 ปีที่แล้วเพื่อเป็นจุดชี้การตายของโมเสส และยังคงเป็นสถานที่แสวงบุญของชาวคริสต์ อ่านข้อมูลแล้วสุดยอดเลย...👍

เดินถ่ายรูปอย่างเพลิดเพลินก็ได้เวลาไปทะเลสาบเดดซีกันต่อ


ระหว่างทางที่มุ่งหน้าไปเดดซี มีเรื่องช็อคมาก!! เจอม้าตายครึ่งตัวแบบเห็นซี่โครงสดและหัวยังเป็นเหมือนม้าหลับอะ ฮือออ สงสาร คือไม่มีใครเก็บเลยเหรอ? ดูแล้วจะตายมานานเพราะเหลืออยู่ครึ่งตัว เป็นภาพที่ตกใจมาก อันนี้เรื่องจริงนะ แต่ไม่ได้ถ่ายรูปมา ตามจริงแล้วกฏหมายของที่นี่มีแบบโทษหนักสุดสำหรับคนขับขี่คือ "ห้ามขับรถชนอูฐเด็ดขาด! ค่าปรับบาน" แต่คือชนม้าตายได้เหรอ อันนี้ไม่รู้จริงๆ 

ขับมาเรื่อยๆ เราก็ถึงโรงแรมของเรา คือ Crowne Plaza Jordan Dead Sea Resort & Spa วิวที่มองจากโรงแรมไปเดดซี สวยมากค่ะ แต่บอกก่อนว่าบริการโรงแรมนี่แย่มาก ไม่สะอาด เข้าห้องไปยังมีเศษทรายอยู่ในห้องอยู่เลย ไปกัน 3 คน ผ้าขนหนูให้ 1 ผืน อีก 2 ผืนต้องเรียกนาน 3-4 ชั่วโมง 4 รอบถึงจะได้ คือมีแม่บ้านไม่เพียงพอค่ะ เลยเป็นแบบนี้ ส่วนอาหารเช้าก็มีให้เลือกเยอะดี รสชาติใช้ได้ค่ะ

หลังจากรีวิวโรงแรมเราไปหาข้าวกลางวันกินดีกว่าค่ะ 



มีห้างเล็กๆ อยู่ใกล้โรงแรม เราเลยขับรถกันไปหาของกินค่ะ แล้วก็มีร้านอาหารไม่กี่ร้านกับซุปเปอร์มาเก็ตขายค่ะ และเราก็เลือกกินร้านนี้ที่อาหารหน้าตาเหมือนข้าวหมกไก่ ดูในรูปอาจดูจานไม่ใหญ่แค่ข้าวเยอะ แต่จริงๆ ใหญ่มากค่ะ กิน 3 คนไม่หมด ส่วนจานเล็กๆ นั้นเป็นเหมือนสลัด รสชาติแปลกๆ ให้ครีมเปรี้ยวมากินด้วยค่ะ สรุปกินไก่หมด เหลือข้าวกับสลัดเยอะอยู่ ให้เยอะมาก จานนี้ 500 บาทค่ะ อิ่ม!

อิ่มหนำเสร็จเตรียมตัวมาเล่นน้ำที่เดดซี ก่อนมาเล่นน้ำเลยลงไปดูที่หาดก่อนว่าเขาแต่งตัวกันยังไง เดี๋ยวจะแปลกกว่าชาวบ้าน 


เดดซีตอนกลางวัน
พอออกมาดูหาดอยู่แปบเดียวผิวแทบไหม้ค่ะ กลางวันร้อนมาก แต่ยังมีคนเล่นน้ำอยู่นะคะ มีทั้งฝรั่ง แขก จีน แตกตัวกันสบายๆ เซ็กซี่บางคน ผู้หญิงส่วนใหญ่จะวันพีชหรือชุดว่ายน้ำ(คนจีนกับฝรั่ง) ไม่ก็กางเกงเสื้อแขนยาว(คนมุสลิม) ส่วนผู้ชายก็กางเกงขาสั้น จบ!  ถ้าผู้หญิงแต่งเซ็กซี่นิดๆ แถวโรงแรมเขาก็ยังเฉยๆ ค่ะ แต่ถ้าไปตามท้องถนนที่อื่นละก็ โดนมองเลียวหลังเลยหล่ะค่ะ

หลังจากพบว่ากลางวันร้อนมากไม่ควรมาเล่น เราก็รอกันค่ะ ประมาณ 5 โมงเย็นถึงจะเดินลงไป อากาศยังคงร้อนอยู่แต่แดดเริ่มลงแล้วค่ะ...

แต่ก่อนที่เราจะไปลอยก็พอกโคลนกันก่อนเพื่อผิวสวย พอกให้ทั่วตัว หน้าด้วยก็ดี😁 พอกสักพักจนแห้งก็พร้อมลงลอยน้ำ ซึ่งที่ลอยได้ดีเพราะเป็นน้ำเค็มค่ะ เค็มมาก เราลงไปเล่นแล้วทรงตัวไม่ดีน้ำกระเด็นเข้าปากนิดๆ เค็มมากกกก😂 ตอนลงไปเล่นก็ลอยสนุกดีนะคะ แต่พอจะลุกขึ้นเนี่ยยากหน่อย เพราะตัวเราจะลอยอยู่ตลอดเวลา การจะลุกมาเดินเลยต้องค่อยๆ ประคองตัวให้มั่นและเดินช้าๆ ขึ้นหาดค่ะ สมชื่อที่ว่าเดดซีไม่มีวันจม แต่อาจจะเป็นไตก่อนจมน้ำค่ะ 555


เดดซีตอนพระอาทิตย์ตก

หลังจากเล่นน้ำเสร็จ ล้างน้ำทั้งตัว ผิวใสเลย แสบนิดๆ ในบริเวณที่เป็นแผลเพราะน้ำเกลือกัด แต่สนุกและสบายตัวมาก เราเดินกลับห้องและอาบน้ำพักผ่อนตามอัธยาศัยค่ะ😄

เที่ยวเดดซีเสร็จ เราไปไหนกัน ติดตามการเที่ยวในจอร์แดนวันถัดไปในตอน 4 นะคะ




[----- แชร์เรื่องเที่ยวจอร์แดน 7 วัน -----]


อ่านเรื่องเล่า ดูอัลบัมเที่ยวที่
Instagram :  https://www.instagram.com/jeeffrie

Facebook :  https://www.facebook.com/paitiewnaigorpai






วันพุธที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

[แชร์เรื่องเที่ยว] ตอน 2 : เที่ยวง่ายๆ ในมาดาบา | เที่ยวจอร์แดน | เที่ยวตะวันออกกลาง

หลังจากที่มาถึงจอร์แดนและเข้าโรงแรมพักผ่อนนอน(ตามได้ในตอน 1) 

[เที่ยววันที่ 2] วันรุ่นขึ้นเราตื่นมาเปิดม่านไปนึกว่ารบอยู่ในกลุ่มกลางทะเลทราย ถนนเงียบมาก ทรายกระจายเต็มถนน ไร้ผู้คน บ้านเมืองเหมือนอิฐๆ เหมือนอยู่ในหนังที่เขาดักซุ่มยิงผู้ก่อการร้ายอะ รู้สึกอย่างนั้นจริงๆ แต่ไม่ได้กลัวนะ ชอบบบ😆 มันดูตื่นเต้นดี

ด้วยความอยากเที่ยวเต็มที่ แต่ก่อนจะเที่ยวก็ต้องทานข้าวเช้ากันก่อน เดินเข้าไปห้องอาหารของโรงแรมที่อยู่ชั้น 8 เดินออกมาก็เริ่มตื่นเต้น เพราะวิวแปลกตามาก บ้านเมืองออกทรายๆ บรรยายไม่ถูก ไปดูเอา...




หลังจากเพลิดเพลินกับการถ่ายรูป ก็ถึงเวลากินกันแล้ว โรงแรมเป็นโรงแรมไม่ใหญ่อะไร ของกินก็เช่นกันมีไม่มาก และกินไม่เป็น ฮ่าๆ อะไรหว่าดูครีมๆ ชีสๆ ลองตักมาใส่จานและเราก็งงๆ ว่ามันกินกับอะไร เลยหันไปถามคุณพี่เจ้าของโรงแรมว่า กินยังไงคะ?? คุณพี่เขาก็พูดชื่ออาหารอย่างรัวและเราก็จำชื่อไม่ได้เลย ออกเสียงยากมาก จากนั้นเขาก็หยิบขวดน้ำมันมะกอกมาแล้วเทลงครีมๆ ที่เราตักมาจนท่วมมมม เห็นแล้วแบบจะเลี่ยนมั้ยเนี่ย!! แล้วเขาบอกลองกินดูกับแผ่นพิต้า ลองปุ๊บ เฮ้ยยย อร่อยมาก รสชาติจะมันๆ เค็มนิดๆ แบบครีมนมผสมน้ำมันมะกอก เรียกว่า Hummus และก็กินหมด แล้วไปตักมากินอีกรอบ 5555  


Hummus
มีแผ่นถั่วๆ อีกแผ่น ตอนแรกนึกว่าของคาว เปล่าเลย หวานจี๊ด ขนมจะใส่ถั่วพิตาชิโอเป็นแผ่นแข็งๆ หน่อย แต่อุดมไปด้วยน้ำตาล😆 เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปมา

กินเสร็จก็พร้อมออกเดินทาง 2 ก้าวจากโรงแรมก็ถึงและ😄 ที่เที่ยวแรกอยู่หลังโรงแรมของเราชื่อว่า St. John the Baptist Roman Catholic Church โบสถ์ที่ไม่ใหญ่มาก แต่น่ารักดี ให้รูปเล่าแทนละกัน...



ที่โบสถ์มีทาวเวอร์ให้เดินขึ้นไปดูวิวด้วย เสียคนละ 1 JOD ทางขึ้นหอคอยก็ส่วนตัวสุดๆ เข้าไปในบ้านพักของบาทหลวง(คิดว่านะ) เห็นห้องนอน ห้องรับแขกด้วย เอาแหล่ว เรามากวนเขามั้ยเนี่ย เพราะตอนแรกไม่รู้ว่าทางเข้าหอคอยอยู่ไหน เขาแค่ชี้ๆ แล้วเราก็ไม่กล้าขึ้นสักทีจนต้องให้คนแถวนั้นเดินพาไป โดยก่อนขึ้นไปดูวิวเขาก็ให้ดูเชือกสั่นระฆังก่อนขึ้นคือแบบเสียงดังมาก ป่าวประกาศให้ทั้งเมืองรู้ได้เลย ฮ่าๆ 


วิวเมืองมาดาบา วิวเดียวกันกับบนโรงแรมเลย😆

หลังจากลงมาจากหอคอยพี่คนดูแลก็พามาส่งเราออกตรงนี้

แล้วเราก็เดินไปในโบสถ์อีกรอบไปดูประตูที่เปิดแง้มๆ เอาไว้อีกฝั่ง ปรากฏเป็นโรงเรียนอนุบาล น้องๆ กำลังออกกำลังกายตามพี่ๆ เลย มีเปิดเพลง Waka waka เพลงบอลโลก(น่าจะเพลงนี้) แล้วพากันเต้นใหญ่เลย น้องมองมาคงคิดว่า พวกนี้มาทำอะไร ฮ่าๆ เรายืนดูอยู่พักนึก คุณครูก็มายืนดูด้วย แล้วมีท่าทางที่ภูมิใจว่าเด็กๆ ที่น่ารักนี้เป็นลูกศิษย์ผมนะ น่ารักมาก💗

พอดูน้องๆ เสร็จ ก็ถึงเวลาที่ได้ไปอีกสถานที่สำคัญของเมืองนี้ ซึ่งก็คือโบสถ์ St George's Greek Orthodox แปลกที่ประเทศจอร์แดนนับถืออิสลาม แต่กลับเป็นสถานที่ต้นกำเนิดของศาสนาคริสต์ โบสถ์เซ็นจอร์ช กรีก ออทอดอกซ์ นี้มีชื่อเสียงเรื่องภาพโมเสสที่แสดงดินแดนศักดิ์สิทธิ์ค่ะ ขลังๆ ดี ค่าเข้า 1 ดีนาร์(46 บาท)


ถ่ายหน้าโบสถ์มาไม่เต็มเฟรม😂

ภายในโบสถ์ที่แสดงแผนที่โมเสส

ร้านขายของที่ระลึก

เมืองมาดาบา

เดินเล่น ถ่ายรูปเสร็จก็ออกเดินทางกันด้วยรถกันต่อเลย...เราจะไปต่อกันที่ Mount Nebo อยู่ไกลออกไปไม่เกิน 10 กิโลจากเมืองมาดาบา ติดตามตอนต่อไปกันนะคะ😄



[----- แชร์เรื่องเที่ยวจอร์แดน 7 วัน -----]


อ่านเรื่องเล่า ดูอัลบัมเที่ยวที่
Instagram :  https://www.instagram.com/jeeffrie

Facebook :  https://www.facebook.com/paitiewnaigorpai

วันอังคารที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2561

[แชร์เรื่องเที่ยว] ตอน 1 : เมือง Madaba วันแรกทำไมไม่เป็นอย่างที่คิด?! | เที่ยวจอร์แดน | เที่ยวตะวันออกกลาง

สวัสดีค่ะ ไม่ได้เข้ามาอัพน๊านนาน เป็นปีแหน่ะ ฮ่าๆ ก่อนหน้าที่ไปจอร์แดน เรากลับไปเที่ยวญี่ปุ่นเกือบทั้งประเทศเลย(เว่อร์ไปมั้ย >.<) แล้วก็ฮ่องกงไปไหว้พระค่ะ

แต่เราจะมาเล่าประสบการณ์ต่างๆ ของการไปเยี่ยมเยียนจอร์แดนกันค่ะ เพราะสนุกมากๆ จนเราขอให้เป็นหนึ่งในประเทศที่ต้องไปให้ได้สักครั้ง!!

เราเห็นภาพประเทศจอร์แดนครั้งแรกคือ เพตรา ค่ะ นครที่ภูเขาถูกแกะสลักเต็มไปหมด ดูสวยงามอลังการ แต่หลังจากค้นคว้าไปเรื่อยๆ เกี่ยวกับประเทศนี้ มีหลายสถานที่ที่โดดเด่นและต้องไปให้ได้สักครั้งค่ะ

หลังจากพูดชมจอร์แดนมาขนาดนี้แล้ว แล้วทำไมหัวข้อถึงบอกว่า "เที่ยวจอร์แดนวันแรกทำไมไม่เป็นอย่างที่คิด?! " ล่ะ? ครั้งนี้เราไปจอร์แดน 7 วันด้วยกัน มาอ่านกันเลยค่ะ...

รูทของเราที่วางเอาไว้มีตามนี้
วันที่ 1 ถึงเย็น พักเมืองมาดาบา
วันที่ 2 เที่ยวในมาดาบา-เขาเนโบ-เดตซี
วันที่ 3 เที่ยวปราสาทคารัค-อคาบา
วันที่ 4 เที่ยวอคาบาเช้า-วาดิรัม
วันที่ 5 เที่ยวเพตรา
วันที่ 6 เที่ยวอัมมาน
วันที่ 7 เที่ยวเจราช




[เที่ยววันที่ 1] วันที่ 20 กันยายน 2561 บินเช้า ถึง ทุ่มกว่า
เราไปกัน 3 คนมีเรา คุณแม่และพี่ เราได้นั่งเครื่องบินของสายการบินคูเวต แอร์ไลน์ ตอนเปลี่ยนเครื่องที่คูเวตต้องเดินออกมาจากเครื่องบินขึ้นรถบัสเพื่อไปเทอร์มินอลบอกเลยว่า ร้อนละลาย 40 กว่าองศาเอ๊ง (ตอนนั้นตั๋วที่ซื้อ 19xxx ถือว่าถูกสุดในช่วงที่จะจองละค่ะ เพราะถ้าบินตรงก็ปาไป 3xxxx แต่ที่ไหนได้หลังจากจองไปเดือนกว่า โปรบินตรงกลายเป็น 13xxx-14xxx เสียใจไม่หายค่ะ)

พอลงจากเครื่องผ่าน ตม.ก็ไม่ยากอะไร เราได้ซื้อตั๋ว Jordan Pass ผ่านเว็บไซต์ https://www.jordanpass.jo/ ซึ่งรวมค่าวีซ่าและสถานที่ท่องเที่ยวไฮไลท์ต่างๆ ทั่วประเทศจอร์แดนไว้เรียบร้อย ไปถึงตม.ก็ยื่น Pass ที่ปริ๊นมาจากบ้านให้ไปพร้อมกับพาสปอร์ตของเราแค่นั้น พี่ตม.มีถามแค่มาจากไหน บินตรงมาจากกรุงเทพเลยหรือเปล่า? ตอบเสร็จรอประมาณ 5 นาที ก็ผ่านค่ะ...

ผ่านปุ๊บไปหยิบกระเป๋าเสร็จปุ๊บ ก็ไปแลกเงินจาก USD เป็น JOD (ดีนาร์) สกุลเงินของจอร์แดน(ในไทยไม่มีให้ซื้อค่ะ) แลกมานิดหน่อยเพื่อไปซื้อซิมของค่าย Uminah เน็ตดี ยกเว้นเขาสูงๆ ไม่มีเลย และราคาไม่แพงค่ะ ในตอนที่กำลังซื้อซิม พนักงานถามว่ามาจากที่ไหน เราบอก ไทยแลนด์ เขาก็ตอบว่า Welcome to Jordan! เราก็ยิ้มๆ ดูเขาเฟรนลี่ดีนะ

จากนั้นก็ไปรับรถเช่าของ Budget รถโตโยต้า รุ่น Collora ค่ะพนักงานก็ถามอีก มาจากไหน มาจอร์แดนครั้งแรกหรอ ตอบไปว่าใช่ เขาก็ Welcome to Jordan! อีก เราก็ขำว่านี่โดนตั้งโปรแกรมกันมาหรือเปล่า...ฮ่าๆ อีกอย่างสำเนียงคนที่นี่รัวๆๆ มาก ทั้งสำเนียงอาหรับและพูดเร็วอีก ฟังไม่ทัน แต่ก็โอเค😅

จากที่อ่านรีวิวตามเว็บของไทยเกี่ยวกับจอร์แดน ซึ่งมีไม่มาก เขาบอกกันว่า คนที่นี่เฟรนลี่ อันนี้จริง! แม้หน้าจะคมๆ เข้มๆ แบบฝรั่งผสมแขก แต่เจอหน้านักท่องเที่ยวแบบเอเชียอย่างเราๆ เขาก็ยิ้มไม่หุบ ยิ่งขับรถเช่าแล้วกระจกไม่มีฟิล์มกันแดดเห็นหน้าจังๆ เขาก็หันมามองเราๆ กันอย่างกับ "นี่ตัวอะไร๊" แล้วก็ยิ้ม เราเห็นเขายิ้มเราก็ยิ้มค่ะ น่ารักดี บางคนนี่เห็นหน้าเราตอนนั่งอยู่ในรถ เขาหันไปคุยกับเพื่อนยิ้มๆ แล้วทำท่าจะยกมือไหว้นี่งงไปเลย คือแบบเหมือนรู้ว่าไหว้เป็นวิธีทักทายชาติเรา 555

กลับมาที่รถเช่าเราต่อ...วันแรกเราเข้าเมือง Madaba (มาดาบา) กันค่ะ เป็นเมืองไม่ใหญ่ไม่ไกลจากสนามบิน Queen Alia ที่เราลงมาค่ะ ขับกันไปงงทิศทางไป เพราะจอร์แดนขับเลนชิดขวา กว่าจะถือโรงแรมก็ลุ้นพอควรเลยค่ะ แต่ระหว่างทางที่ขับกันอย่างงงๆ คนขับรถด้านหลังเขาบีบเตรใส่ บีบเสร็จทำท่าจะหันมาบ่น "ขับช้า! บลาๆๆ" เห็นหน้าเอเชียแบบนี้ยิ้มมมมม😝 ยิ้มอีกแล้ววว ฮ่าๆ

ตอนแรกคิดว่าขับช้า เขาเลยบีบเตร ก็คงปกติ แต่เปล่าเลย...จะทักเพื่อนก็บีบแตร จะไล่คนเดินก็บีบ ขับช้าก็บีบ ประมาณว่าแตรที่นี่คือเอาไว้ส่งสัญญาณที่รูปแบบ😂

พอถึงโรงแรมจะหาที่จอดรถ เอ๊ะ! ที่จอดอยู่ไหน นี่ชั้นอยู่ไหน??? ทั้งมืด บรรยากาศข้างทางเริ่มสกปรก มาถูกที่ปะเนี่ย...! จะจอดรถข้างทางก็น่ากลัว ซอยทางขวาก็เป็นเนินลง ทางข้างหน้าก็เขา จะกลับรถก็ทำไม่ได้ เพราะทางวันเวย์ ตายแล่วว เลยเดินไปที่โรงแรมแล้วถามเขาว่า "ที่จอดรถโรงแรมอยู่ไหนคะ?" เขาบอกข้างหลังตรงนี้ไง เราก็ อ่าว เลยมาแล้ว จะย้อนกลับก็ไม่ได้ มีรถเข้ามาตลอด มืดด้วย เขาเลยบอกว่า ข้างทางก็จอดได้...  ที่นี่ข้างทางจอดได้หมดจริงๆ ฮ่าๆ

จอดรถเสร็จเอากระเป๋าเข้าโรงแรมก็ออกมาหาอะไรกิน ตอนแรกที่อ่านๆ มาเขาบอกจอร์แดนสะอาด อันนี้เราว่าแล้วแต่สถานที่ 5555 เพราะรอบๆ นั้นที่เราเดินเล่นหาของกิน สกปรกมากกกก แบบขยะกระจายเต็มพื้น กลิ่นโชยมาเรื่อยๆ ถุงขยะแบบลอยอยู่บนฟ้า และจะมีเยอะตามภูเขาติดอยู่เพียบเลย ใครที่เน้นสะอาดอาจจะไม่โอเค แต่เราไม่เป็นไร มาเที่ยวเราไม่คิดมาก(แต่พอไปจนครบทุกเมืองพบว่ามาดาบาวันแรกที่เราไปนั้นสกปรกที่สุด คืนแรกก็แจ๊กพ็อตจ้า😜)

รอบๆ แถวนั้นมี Western Union ให้แลกเงินได้ มีโบสถ์ มีร้านขายของชำเยอะมาก แต่เราซื้อแค่น้ำ 1 ขวดก็กลับไปนอนและเพราะอิ่มจากบนเครื่องแล้ว ส่วนรูปเมืองนี้ในวันแรกมีไม่เยอะเพราะมืด ไม่มีอะไรจะถ่าย วันที่ 2 สิ เพียบ!!
ติดตามอ่านได้นะคะ💗


ถ่ายรูปเมืองมาดาบากับแลนด์มาร์ค

[----- แชร์เรื่องเที่ยวจอร์แดน 7 วัน -----]

อ่านเรื่องเล่า ดูอัลบัมเที่ยวที่
Instagram :  https://www.instagram.com/jeeffrie

Facebook :  https://www.facebook.com/paitiewnaigorpai

วันพุธที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2560

[แชร์เรื่องเที่ยว] ผู้ชายญี่ปุ่น 2 คนนั้นทำให้เรารู้สึกผิดจนถึงทุกวันนี้...| เที่ยวญี่ปุ่น | เที่ยวเอเชีย

เที่ยววัดอาซะกุสะ


สวัสดีค่ะ วันนี้อยากมาเล่าเรื่องที่ตัวเองรู้สึกผิดมากๆ กับคนญี่ปุ่นค่ะ แม้จะผ่านมานานมากๆ แล้ว
ขอยอมรับผิดจริงๆ 😞

ตอนนั้นหลังจากที่เราไปเที่ยวหลายๆ เมืองในประเทศญี่ปุ่นมาแล้ว เหลือ 2 วันสุดท้ายที่เราจะมาพักที่โรงแรมในโตเกียว ในตอนที่เข้ามาโตเกียวเราถึงบ่ายนิดๆ ได้ ยังเช็คอินโรงแรมไม่ได้ เลยขอฝากกระเป๋าเดินทางทั้งหลายไว้ที่โรงแรมที่จอง พนักงานก็ลากกระเป๋าไปเก็บอย่างดีแล้วให้เซ็นชื่อว่าเป็นคนจองห้องที่จะเข้าพักวันนี้....👍

เสร็จแล้วก็เที่ยวสิ ลั่นล้า เดินเล่นไปวัดอาซะกุสะ ต่อแถวซื้อขนมปัง ถ่ายรูปโตเกียวสกายทรีเล่น พอเข้าดึกๆ ก็ไปหาข้าวกิน กว่าจะกินเสร็จก็ 2-3 ทุ่มได้แล้ว แต่ตอนนั้นมันมืดมากๆ แล้ว หนาวอีก เราจะกลับโรงแรม แต่จำทางไปโรงแรมไม่ได้เพราะมืด ถนนมันก็คล้ายๆ กัน เลยเดินวนไปมาอย่างนั้น ใช้กูเกิ้ลก็ยังหลงงงๆ อยู่เลย พอเดินสุ่มไปเรื่อยๆ จนถึงโรงแรม ก็นึกว่าจะถึงที่พักสบายแล้ว...💦

แต่ประตูเข้าโรงแรมสิ ดั๊นล็อกอะ ส่องประตูกระจกเข้าไปไฟข้างในปิดมืดหมด เหลือแค่ไฟประดับพวกหลอดๆ ในโรงแรม เราก็ผลักประตูอยู่นั่นแหละ เผื่อจะมีลูกค้าผ่านมา แต่ก็ไม่มีใครเลย หันซ้ายก็กำแพง หันขวาก็เจอที่อ่านคีย์การ์ด แต่เราไม่มีคีย์อะ คิดว่าหนาวตายข้างนอกแน่เลยเพราะกระเป๋าทั้งหลายก็อยู่ในโรงแรมด้วย 😰

สักพักมีฝรั่งลงมาจากลิฟต์ในโรงแรม เหมือนมาส่งเพื่อนแล้วจะขึ้นกลับไป เราก็โบกมือใหญ่เลย แบบ "Hey Hey! Open the door!" เขาก็ทำหน้างงๆ แล้วเดินมาเปิดให้ บอกไม่มีการ์ดเข้ามาเหรอ?? สักพักไฟตรงเค้าเตอร์โรงแรมก็เปิด แล้วเจอพนักงานโรงแรมกับผู้จัดการโรงแรมเดินออกมาหน้าตางัวเงียมากๆ เราก็แบบ...เอาแล้ววว...ทำเขาต้องมานอนรอเพื่อเช็คอินเลย เหมือนคนนึงนอนโซฟา อีกคนแทบจะนอนใต้โต๊ะ ไม่รู้นอนตรงไหน เห็นมุดออกมาจากแถวโต๊ะ...เราก็พูด Sorry แบบเจื่อนๆ อะ ไม่รู้เขาจะได้ยินไหม แต่เขาหายงัวเงียก็ทำหน้าแบบโอเคๆ ยิ้มๆ(ในใจแช่งหรือเปล่าไม่รู้ 😓) ให้มาเซ็นชื่อแล้วรับคีย์การ์ดกับกระเป๋าไป (เค้าขอโทษษษ🙇)

คือเราไม่รู้ว่าโรงแรมปิดเค้าเตอร์ 4 ทุ่มแล้วดันหลงทางอีก ใจนึงก็คิดว่าวันนี้รอดแล้ว ไม่ต้องเดินหาโรงแรมนอนใหม่ ส่วนอีกใจก็รู้สึกผิดสุดๆ ไม่คิดว่าเขาจะนอนรออะ แบบปิดห้องนอนเลย รอทั้งพนักงานทั้งผู้จัดการ เราก็ไม่ได้ให้ข้อมูลติดต่ออะไรไว้เลย ถ้าเราไม่มา เขาจะนอนรอจนเช้าไหมเนี่ย...

ยังไงก็ ขอโทษผู้ชายญี่ปุ่น 2 คนนั้นด้วยจริงๆ หลังจากเหตุการณ์นั้นเราจะจองโรงแรมไหนก็จะเลือกโรงแรมแบบเปิดตลอด 24 ชั่วโมงเลย กลัวจะมีคนมานอนรอหรือไม่ก็ไม่ได้นอน ต้องไปหาที่อื่นนอนแทน 😱
แต่หลังจากเหตุการณ์นั้น ก็เจอโรงแรมอีกแบบที่เกือบไม่ได้นอนเหมือนกัน เป็นที่ประเทศเช็ค แต่เราจะเล่าครั้งหน้านะ

ใครไปเที่ยวก็อย่าเที่ยวเพลินจนลืม ทำธุระให้เสร็จก่อน แล้วจะไปเที่ยวไหนก็ได้นะคะ 😉

ดูอัลบัมเที่ยวที่
Instagram :  https://www.instagram.com/jeeffrie

Facebook :  https://www.facebook.com/paitiewnaigorpai

วันพฤหัสบดีที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2560

[รีวิวเที่ยว] โชคดีที่หลงทางบนดอยตุง... | เที่ยวเชียงราย | เที่ยวไทย




วันเที่ยว 2/9/2560
คราวที่แล้วเราเล่าเรื่องความหวาดเสียวในการขับรถขึ้นภูชี้ฟ้าไปแล้ว (อ่านได้ที่ ทริปภูชี้ฟ้า) และวันนี้เราก็ใช้รถคันเดิมเลย ขับขึ้นไปอีกรอบ ด้วยความไม่รู้ว่าเส้นทางค้ดเคี้ยวใช่เล่นเลย

ในวันเสาร์ พี่ขับรถพาเที่ยว เรานั่งบอกทาง ส่วนขุ่นแม่ก็เป็นผู้ร่วมเดินทางเหมือนทุกครั้ง คราวนี้เราจะมาเที่ยวใกล้ๆ โรงแรมของเรา ซึ่งดอยตุง ก็เป็นจุดหมายหนึ่งที่ปักหมุดไว้ จำไม่ได้ว่าเคยมาที่นี่หรือเปล่า ถ้าเคยก็คงนานมากเป็น 10 ปีแล้วหล่ะ

ตอนแรกจะมาเดินถ่ายรูปที่สวนแม่ฟ้าหลวงและเข้าพระตำหนักดอยตุงทั่วๆ ไป ก็ได้เข้ามาและถ่ายรูปที่นี่สมใจ แต่! ขากลับหน่ะสิ ไม่ได้มองป้าย ไม่รู้ว่าทางเข้าเมืองเชียงรายไปทางไหน ก็บอกพี่ว่า "ตรงๆ ไป เดี๋ยวก็ลงเขาไปเอง" แต่เอ๊ะ!! ทำยิ่งตรงมันยิ่งขึ้นสูงหล่ะ สูงไม่พอชันระดับ 10 ฮ่าๆ ซวยละ จะกลับรถตอนนี้ก็ไม่ทัน ทั้งทางแคบ รถคันหลังก็ตามประกบอย่างกับเราหนีหนี้ บวกกับรถที่แรงไม่ค่อยจะมี...นี่เราจะกลับมาถึงจุดพีคอย่างตอนที่ภูชี้ฟ้าอีกแล้วเหรอ?? ลุ้นแล้วลุ้นอีกว่าเมื่อไหร่จะถึงจุดจอดรถ เหยียบมิดคันเร่งได้แค่ 20 กิโลเมตร/ชั่วโมง โถๆ เร็วกว่าเดินอยู่นิดนึง ขึ้นไปประมาณ 2 โล ลุ้นแทบขาดใจ ในที่สุดก็ถึงลานกว้างๆ ไร้เนิน ไร้ทางชันใดๆ พอลงจากรถออกมามีร้านค้าของชาวบ้านอยู่ 2-3 ร้าน และมีวัดพระธาตุดอยตุงอยู่ข้างหน้า ไม่มีคนเลย เราก็ มา! มาถึงแล้วก็เดินเล่นหน่อย ให้รถมันพักหน่อย เดี๋ยวจะสลบไปก่อน

วัดพระธาตุดอยตุง

เดินเล่นไปมา ถ่ายรูปวัด ไหว้พระครบ 1 รอบเราก็ออกมากัน เห็นมีคนจอดรถข้างๆ เรา เปิดรถทิ้งไว้หมด แล้วก็ไปเช็ครถ ประมาณว่า รถฉันก็ไปไม่ไหวเหมือนกัน ถ้าขึ้นไปมากกว่านี้ได้ใช้บริการรถลากแน่ๆ เห็นแบบนี้แล้วก็ เฮ้อออ มีเพื่อนด้วยหล่ะ รถเขาคันใหญ่กว่าเรามาหน่อย ยังไม่ไหวเลย เขามันสูงและชันมากจริงๆ

คำขวัญจังหวัดเชียงราย อ่านแบบนี้แล้วต้องขึ้นไป

จากตรงนั้นมีทางไปพระธาตุดอยตุงด้วยหล่ะะ แต่ต้องขับรถขึ้นไปอีกละ! จะให้ขับไปถึงไหนห่ะ!! ชาวบ้านแถวนั้นก็บอกว่าไม่ชันๆ และแล้วเราก็ตัดสินใจว่า "ไหนๆ ก็ขึ้นมาขนาดนี้แล้ว อีก 1 โลก็จะถึงพระธาตุ งั้นเดินละกัน!! 😂" ทุกคนขอให้รถพักผ่อนก่อน ไม่เป็นไรเรื่องเดินนี่ชิวๆ แต่ผู้ร่วมทางเขาเราก็อาจจะเหนื่อยๆ กันหน่อย แล้วยิ่งมีคุณป้าจากรถที่ตายข้างๆ ขอร่วมทางด้วย ก็หอบกันไป 55555

ต้นทางเดินของเรา

ระหว่างทางเดินๆ ไป เริ่มเหนื่อย 1 โลมันนานจัง เดินขึ้นเขาแบบนี้ กล้ามขามาเพียบแน่ๆ 5555 ระหว่างทางเดินไป ถ่ายรูปไป และคิดไปว่า ไม่ขับรถมาอะดีแล้วเพราะว่าทางข้างหน้าชันไม่พอ มันเหลือเลนเดียว หินและดินจากภูเขามันไหลลงมาถมถนนส่วนหนึ่งเนื่องจากเป็นช่วงฝนตก แถวๆ นั้นหมอกเยอะมาก นึกว่าอยู่ในหนังหมอกกินคน 55555

แอบถ่าย

เดินไปสักพักเราก็มาถึง แล้วก็ต้องเดินขึ้นบันไดไปอีก 555555 ชีวิต แต่ชอบนะ ชอบเดินอยู่ละ คิดบวกจริงๆ 😇 ขึ้นมาสุดก็โห ไม่เคยเห็นวิวแบบนี้ ถึงสภาพฟ้าอากาศที่ฝนเพิ่งจะหยุดตก รอบๆ เป็นเหมือนป่า ตามพื้นมีกิ่งไม้ตกหล่น ข้างๆ ทางเดินทั้งสองข้างมีระฆังห้อยเรียงรายเป็นร้อยๆ ว่าแล้วก็หยิบกล้องและไม้ตีระฆังให้ครบทุกใบ

ทางเข้าไปพระธาตุดอยตุง

พอถึงระฆังใบสุดท้ายก็ได้เห็นพระธาตุตั้งอยู่ ที่นั่นแทบไม่มีคน ทั้งที่เป็นวันเสาร์ วันหยุดแท้ๆ หรือว่าเป็นฤดูฝนนะ อันนี้ก็ไม่แน่ใจ ที่นั่นสงบมากๆ ไม่คนเดินอยู่บริเวณนั้นไม่ถึง 10 คน เราก็เข้าไปไหว้ แล้วก็เดินเล่น สักพักแดดออก สุดยอดเลย หลังจากหมอกลงครึ้มๆ

พระธาตุดอยตุง

ไหว้พระเสร็จ ถ่ายรูปเสร็จ ทำทุกอย่างเสร็จ เราก็รีบเดินกลับกัน กลัวว่าฝนจะตกอีก ขากลับหมอกหายไปจากถนน แต่ลอยไปอยู่ตรงหุบเขาข้างๆ ถนน มันสวยมาก รู้สึกว่าหมอกเนี่ยหละ เป็นปรากฏการณ์ที่ทำให้เมืองไทยมีเสน่ห์เวลาไปเที่ยวตามเขา


เดินกลับ แดดออกแล้ว

สุดท้ายเราก็ถึงรถของเราและได้เวลาลงดอยสักที คราวนี้เปิดกูเกิ้ลหาที่เพิ่งเลย 55555
สรุป ตอนที่ขึ้นมาสวนแม่ฟ้าหลวงมีทางเลี้ยวซ้ายขึ้นไป แต่พอขาลงกลับตรง ไม่เลี้ยวขวาก็เหาะขึ้นเขาไปเลย 5555

ดูอัลบัมเที่ยวที่
Instagram :  https://www.instagram.com/jeeffrie

Facebook :  https://www.facebook.com/paitiewnaigorpai

Twitter : https://twitter.com/jeeffrie_travel
Shutterstock : อัลบัมรูปเที่ยว

วันอังคารที่ 5 กันยายน พ.ศ. 2560

[รีวิวเที่ยว] เที่ยวภูชี้ฟ้า...เขาสูงชันกับเหตุการณ์ที่ไม่ได้คาดคิด | เที่ยวเชียงราย | เที่ยวไทย

เที่ยวภูชี้ฟ้าหน้าฝน


วันนี้จะมาเล่าที่เที่ยวในไทยที่ติดกับลาว อยู่บนภูเขาสูงของจังหวัดเชียงราย 1 ในนั้นคือภูชี้ฟ้านั่นเอง หลายคนเคยไปมาแล้ว แต่อีกหลายคนก็ยังไม่เคยไป เราเลยจะมาเล่าว่าเราไปเจออะไรบ้าง ตั้งแต่ระหว่างทางขึ้นเขาไปจนถึงจุดยอดภูชี้ฟ้า....👏

เราบินจากกรุงเทพไปเชียงรายวันพฤหัสเช้า แล้วก็เที่ยวเลย ช่วงนี้เป็นช่วงหน้าฝนพอดี ตอนลงจากเครื่องบินแดดออกไม่มีปัญหา หลังจากไปเอากระเป๋าที่โหลดลงเครื่องมาแล้วก็ไปหาบริษัทที่เราจองเช่ารถเอาไว้ก่อนหน้า เป็นรถแบบประหยัด เครื่อง 1200 ซีซี จองอันนี้เพราะตอนไปภูเก็ตเคยเช่าแบบนี้แล้วชอบ ขับง่าย ประหยัดน้ำมันด้วย พอมาเอารถแล้ว กระเป๋าขึ้นรถแล้วก็เปิดกูเกิ้ลมุ่งไปภูชี้ฟ้าเลย! 👆

ทางที่น้องเกิ้ลบอกมันลัดสุดๆ ทะลุทางเล็กทางน้อยทางใหญ่ไปหมด แถมแอดเวนเจอร์นิดๆ 555 แต่ช่วยไม่ได้เนอะ ไม่รู้ทางนี่นา 😂

หลังจากทะลุทางไปมา ก็เจอประตูสู่ภูชี้ฟ้า เป็นประตูที่ข้างบนเขียนว่า ภูชี้ฟ้า ทางนั้นแหละ ก็ตรงเข้ามาเลย....เข้ามาเรื่อยๆ จากรอบๆ เป็นถนนใหญ่ ก็เริ่มเป็นถนน 2 เลนแบบเลนไปและกลับ เริ่มแคบแฮะ ตอนนั้นวันพฤหัส คนไม่มีเลยบนถนน ประมาณว่าไม่มีใครเขาเที่ยววันแบบนี้อะนะ 55555 มันแคบไม่พอ ชันอีก ป้ายเขียนว่าชัน 8% ชันประมาณนี้ตลอดทางเลย เราก็ไม่ได้สนใจ ถ่ายรูปไปสิ วิวสวย 👀

เที่ยวภูชี้ฟ้าหน้าฝน
เที่ยวภูชี้ฟ้าหน้าฝน
ทางไปภูชี้ฟ้า รอบๆ มีแต่เขา ไม่มีชุมชนเลย

ตอนแรกเลยตั้งใจไปดอยผาตั้งก่อน แล้วค่อยมาภูชี้ฟ้า เพราะผาตั้งมีขาหมูรออยู่ 555 พอมาถึงช่วงที่มีทางแยกไปภูชี้ฟ้ากับดอยผาตั้ง ขับไปผิดทาง เราไปทางภูชี้ฟ้าก็เลยต้องไปภูชี้ฟ้าก่อน พอไปทางภูชี้ฟ้าดันมีแยกภูชี้ฟ้า 2 ทาง 5555 เราก็เลือกมั่วๆ สักทางคือขับไปทางซ้าย แล้วก็ตรงไปเรื่อยๆ จนเห็นป้ายพร้อมลูกศรว่าภูชี้ฟ้า ในใจก็แบบขึ้นได้ด้วยหรอ นี่มันเฉพาะรถกระบะปะเนี่ย ชัน 45 องศาเลยนะ 55555 แต่ก็ขึ้นอะ ขึ้นตรงนั้นนึกว่าจะถึงละ ขุ่นพระ ไปอีกเป็นโลๆ รถเริ่มอืดละฮะ... 😲😨

มันจะพีคก็ตรงที่เหลือเฮือกสุดท้ายที่ต้องขับขึ้นไปที่ๆ จอดรถบนยอดเขาระยะทางประมาณ 800 เมตร แต่ทางชันแล้วโค้งอีก เราก็ยังจะเหยียบคันเร่งขึ้นไปกันอีกเนอะ สรุปคืออะไร?? เหยียบคันเร่งไม่ขึ้นแล้ว ตายล่ะ ทำไงดี?? ก็เลยถอยรถ ถอยๆๆ แต่แทนที่จะถอยหักไปทางที่จอดรถของเจ้าหน้าที่ ดันถอยลงตรงๆ เลย 55555😱 แล้วไงหล่ะ ทางตรงมีแต่ลงกับลง เหมือนรถไฟเหาะลู่ลงอย่างนั้นเลย คราวนี้หล่ะเสียวสุดเลย เหยียบเร่งไม่ขึ้น จะเข็นรถก็แรงผู้หญิง 2 คน ถนนก็ชื้นอีก ต้องเดินไปหาคนช่วยดัน ตอนนั้นดีที่มีเจ้าหน้าที่อยู่ 3 คน ก็มาช่วยกันดันขึ้นไปแล้วจอดรถตรงทางของเจ้าหน้าที่ ลุลักทุเลอะ 555555 😣

เที่ยวภูชี้ฟ้าหน้าฝน

เที่ยวภูชี้ฟ้าหน้าฝน
ทาง 800 เมตรที่จะไปถึวจุดชมวิว

หลังจากจอดรถไว้ก็ต้องเดินตั้งแต่ตรงนั้นขึ้นจุดชมวิว 800 เมตร ขนาดเดินยังยากเลย เดินไปสักพักครึ่งทาง ฝนตกจ้าา 5555 เลยต้องไปหลบฝนที่สวนผัก แต่มันมีแค่ผ้าบังแดด ฝนตกแรงด้วย เลยต้องเดินกลับมาที่ศาลาพระพุทธรูปที่เดินผ่านมา มาหลบฝนตรงนี้แล้วก็เฮ้อออ ฝนนนน ตกทำไมเนี่ย นึกว่าจะเบาๆ ดันแรงไปอีก สักพักเหมือนตัวอะไรกัดเท้า สบัดเท้าเต็มแรง นึกว่ามด มันคือปลิงอะ!! สงสัยมันอยากดูดเลือดเราให้ผอมๆ 55555 มีรูปด้วยนะ...😬

เที่ยวภูชี้ฟ้าหน้าฝน
ที่พักพึงยามฝนตก ขอบคุณค่า

เที่ยวภูชี้ฟ้าหน้าฝน
น้องปลิงผู้มาดูดเลือดเรา

หลังจากตอนนั้นมาถึงแล้ว ไม่อยากกลับไปโดยไม่มีรูป พี่เลยอาสาเดินลงไปหยิบร่มในรถให้ พอหยิบแล้วเดินขึ้นมาฝนหยุดจ้า 55555 จากนั้นเราก็เดินขึ้นไปที่จุดชมวิว

เที่ยวภูชี้ฟ้าหน้าฝน
ที่จุดชมวิวภูชี้ฟ้า@ร่มฟ้าทอง


เที่ยวภูชี้ฟ้าหน้าฝน
บนยอดภูชี้ฟ้า

ส่วนตัวคิดว่าคล้ายภูทับเบิกที่เคยไปก่อนหน้า แต่เขาที่เชียงรายดูซ้อนๆ กันเยอะกว่า ตรงนั้นเขียนว่า ภูชี้ฟ้า@ร่มฟ้าทอง และจากตรงนี้เดินขึ้นไป 400 เมตร ก็ถึงจุดยอดภูแล้ว แต่เสียดายที่เดินไปแล้วหมอกลงจัดเลย ไม่เห็นอะไรนอกจากหมอกก็เศร้านิดๆ มันเศร้าหลายจุดละหล่ะ 555555

สรุปทริปภูชี้ฟ้าของเราละกัน ให้เป็นความรู้สำหรับคนไม่เคยไปด้วย
1.ควรเช่ารถหรือใช้รถที่เครื่องมันแรง 1500 ซีซี ขึ้นไป ให้แน่ใจก็ 1800-2000 ซีซี เพราะตอนขึ้นภูทับเบิกที่ว่าชัน เครื่อง 2000 ขับชิลมาก ไม่รู้สึกถึงความอืดหรือเหยียบคันเร่งไม่ขึ้น
2.เจ้าหน้าที่บอกว่าทางขึ้นภูชี้ฟ้าอีกทางที่ไปทางขวา(เรามาทางซ้าย) มันไม่ชันขนาดนี้ ไปทางนั้นดีกว่า(จำชื่อทางไม่ได้) เราแจ๊กพอตสินะ😅
3.ถ้าไปทางดอยผาตั้งชิลกว่านี้ ขับไปเรื่อยๆ ไม่ชัน ขาหมูอร่อยมาก ชื่อร้านบ้านดิน วิวงาม ไร้ผู้คน  👍


ดูอัลบัมเที่ยวที่
Instagram :  https://www.instagram.com/jeeffrie

Facebook :  https://www.facebook.com/paitiewnaigorpai

Twitter : https://twitter.com/jeeffrie_travel
Shutterstock : อัลบัมรูปเที่ยว

อัพเดตเรื่องเล่าล่าสุด

[รีวิวเที่ยว] ตอน 3 (จบ) : หาด Unstad ในฤดูหนาว | เที่ยวนอร์เวย์ | เที่ยวยุโรป

ต่อจาก ตอน 2  ในวัดถัดมา ก็มีแผนที่จะไปหาด Unstad ที่อยู่ห่าง Leknes ประมาณ 20 กว่ากิโลเมตร แล้วเราก็ไปที่เดียวเลย ไปที่เที่ยวอื่นไกลมาก...